เช็กคุณสมบัติจ้าง Caregiver 1.8 หมื่นคน ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ‘อบต.-เทศบาล’ คัดถึง 30 ก.ย.นี้ 

26.08.25 | 14:15 น.

เช็กคุณสมบัติจ้าง Caregiver 1.8 หมื่นคน ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ‘อบต.-เทศบาล’ คัดถึง 30 ก.ย.นี้ 

ดอกผลนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบสุขภาพของรัฐบาลกำลังเริ่มเบ่งบานขึ้นมา หลังจากที่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้รวม “ข้อเสนอค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 30 บาทรักษาทุกที่ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอให้ผนวกเข้าไปกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล

ความสำคัญของเรื่องนี้ คือ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้ สปสช.วงเงิน 1,115 ล้านบาท ไปจ้างงาน “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” หรือ แคร์กีฟเวอร์ “Caregiver” ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงจากหน่วยงานรัฐ ผ่านการบริหารจัดการจ้างงานโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล เพื่อให้เข้าไปดูแลผู้ที่ต้องได้รับการดูแลระยะยาว

ก็คือ กลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางสมอง และผู้ป่วยระยะท้าย ที่ยังตกหล่นไร้แคร์กีฟเวอร์คอยดูแลในชุมชน รวมไปถึงเพิ่มศักยภาพในการดูแลกลุ่มเป้าหมายให้ดียิ่งขึ้น จากจำนวนแคร์กีฟเวอร์ที่เพิ่มมา เพื่อลงไปทำงานตามแผนการดูแลเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือตลอดทั้งปี 2569 ศกหน้าในแต่ละชุมชนของตนเอง

Advertisement

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า 30 บาทรักษาทุกที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงนี้ จะเกิดการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ จำนวน 18,587 ราย ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 106,807 คนทั่วประเทศ และจะได้รับค่าจ้างในอัตราที่กำหนดเอาไว้คือ 5,000 บาท และ 6,000 บาท ต่อคนต่อเดือนตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดเป็นเวลา 1 ปี และคาดว่าปีต่อๆ ไปก็จะมีโครงการนี้อีก

ซึ่งก็จะตรงกับเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ระบบสุขภาพเชื่อมโยงเศรษฐกิจในชุมชน เกิดเป็นการจ้างงานในพื้นที่ ทำให้จิตอาสาที่เข้ามาเป็นแคร์กีฟเวอร์มีรายได้ และที่สำคัญคือ เติมเต็มระบบสุขภาพชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพดูแลกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม และให้ได้รับบริการตามเวลามาตรฐานการดูแลมากขึ้น

มากไปกว่านั้น กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องมีแคร์กีฟเวอร์ดูแลตามสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับแล้ว ผลประโยชน์นี้ยังตกกับครอบครัว ญาติของผู้ป่วย ที่ต่อไปจะมีคนมาดูแลสมาชิกในครอบครัวให้อย่างได้คุณภาพ และมาตรฐานการดูแล

“แคร์กีฟเวอร์ หรือผู้ช่วยเหลือดูแลฯ ผ่านการอบรมตามหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงของหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท หรือปีละไม่เกิน 60,000 บาท แต่หากผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาท หรือปีละไม่เกิน 72,000 บาท ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ หากแต่ยังเติมเต็มระบบสุขภาพในชุมชนด้วย” สมศักดิ์ย้ำ

 

รัฐมนตรีว่าการ สธ.ประกาศด้วยว่า ขณะนี้เริ่มโครงการไปแล้ว โดยแคร์กีฟเวอร์จะถูกจ้างงานในโครงการโดย อบต. และเทศบาล เพราะจะไม่มีใครรู้ความต้องการในพื้นที่ หรือรู้จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ยังต้องการแคร์กีฟเวอร์เข้าไปดูแลได้มากกว่าท้องถิ่นเอง และล่าสุด จากที่ประชุมบอร์ด สปสช. ก็มีมติให้จัดทำแนวทางการบริหารค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง เพื่อการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ตามนโยบายดังกล่าว ที่จะใช้เป็นเกณฑ์กำหนดการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ในโครงการนี้ทันที

ในรายละเอียดการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ “นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี” เลขาธิการ สปสช. ขยายความที่ต้องให้ อบต. และเทศบาล จ้างงานแคร์กีฟเวอร์จากโครงการ นอกไปจากรู้ความต้องการในพื้นที่แล้วนั้น ในส่วน อบต. และเทศบาล มีเครื่องมือที่เรียกว่า “กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น” (กองทุน กปท.) ที่เป็นกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ซึ่งสมทบงบประมาณกันกับ สปสช.

ในกองทุน กปท.ที่ประจำอยู่แต่ละท้องถิ่น ก็มีฟังก์ชั่นการจัดการผู้มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งเป็นงบประมาณที่อยู่ในกองทุนนี้เพื่อดูแลกลุ่ม LTC ในช่วงที่ผ่านมา และในโครงการใหม่ที่จะจ้างแคร์กีฟเวอร์จากรัฐบาล เงินค่าจ้างก็จะถูกจัดสรรตามจำนวนแคร์กีฟเวอร์ที่ได้ทำสัญญา เพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างรายเดือนสำหรับบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ อบต. และเทศบาล จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนจ้างงานแคร์กีฟเวอร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองคุณสมบัติของแคร์กีฟเวอร์ที่จะร่วมโครงการนี้ นพ.จเด็จบอกว่า นอกไปจากคุณสมบัติเบื้องต้น คือ ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของกรมอนามัย 70 ชั่วโมง หรือมากกว่า หรือหลักสูตรที่กรมอนามัยรับรอง รวมไปถึงต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานท้องถิ่น หรือบุคคลที่ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำ และต้องไม่เป็นแคร์กีฟเวอร์ที่ถูกแต่งตั้งประจำ อบต. หรือเทศบาลนั้น

จุดนี้จะหมายถึงผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการได้ จะต้องเป็นแคร์กีฟเวอร์หน้าใหม่ เพื่อที่จะมาเสริมการดูแลกลุ่มที่ยังตกหล่น ขณะที่ในประเด็นต้องไม่ได้รับค่าป่วยการนี้ ก็จะหมายรวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ผ่านการอบรมแคร์กีฟเวอร์ ก็จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย เพราะเป็นผู้ที่ได้รับค่าป่วยการเป็นประจำจากบทบาท อสม.

อย่างไรก็ตาม อบต. และเทศบาล ที่ต้องการแคร์กีฟเวอร์ในโครงการนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาแคร์กีฟเวอร์ที่ไม่เป็น อสม. มาเข้าร่วมได้ เพราะจากการชี้แจงแนวทางการจ้างงาน ระบุว่า อบต. และเทศบาล เคยได้รับการสนับสนุนให้อบรมหลักสูตรดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงให้กับประชาชนในพื้นที่ จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อสร้างแคร์กีฟเวอร์ในส่วนของท้องถิ่นเพื่อเข้าไปสนับสนุนงานสุขภาพ ที่มีชื่อเรียกว่า อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (อสบ.) ที่ไม่ได้เป็น อสม. และยังไม่เคยถูกแต่งตั้งให้ทำงานมาก่อน ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยในแต่ละชุมชน เพราะ สถ. ได้สนับสนุนทุก อปท. เพื่อขับเคลื่อนสร้าง อสบ. ในบทบาทแคร์กีฟเวอร์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

เพียงแต่ท้องถิ่นจะต้องประชาสัมพันธ์ หาจิตอาสากลุ่มนี้เข้ามาเป็นแคร์กีฟเวอร์หน้าใหม่ในโครงการ ซึ่ง สถ.ระบุว่ามีอยู่จำนวนมาก รอเพียงแต่ อบต. หรือเทศบาล ประชาสัมพันธ์ค้นหา ซึ่งจะเข้าเกณฑ์คุณสมบัติที่จะสามารถทำสัญญาจ้างได้ทันที

แต่อีกด้าน จิตอาสาที่รู้ตัวว่ามีคุณสมบัติพร้อมก็ไม่จำเป็นต้องรอคำเชิญ แต่หากอยากเข้าร่วมโครงการเป็นแคร์กีฟเวอร์ที่มีค่าจ้างประจำรายเดือน นพ.จเด็จเสริมว่า สามารถสมัครได้ที่ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ได้เลย

“อบต.หรือเทศบาล จะทำสัญญาจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลฯ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยสัญญาจ้างจะครอบคลุมเวลาจ้างงาน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มการจ้างงานตามสัญญา และผู้ช่วยเหลือดูแลฯ จะได้รับค่าจ้างทุกเดือนผ่านบัญชีธนาคารตามระยะเวลาจ้าง” นพ.จเด็จ กล่าว

แน่นอนว่า โครงการนี้จะเข้ามาเติมเต็มการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในแต่ละชุมชนได้อย่างครอบคลุม ไม่ตกหล่น และยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงตามหลักสูตรที่ถูกต้อง รวมไปถึงในระยะยาว ยังเป็นอีกแนวทางในการจัดการค่าจ้างสำหรับการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในอนาคต ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นจากสังคมสูงวัย และจะเป็นบทบาทของแคร์กีฟเวอร์ที่จะมีส่วนช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายนี้