สหภาพคนทำงานตปท.ฯ จี้ดีเอสไอทำคดีพิเศษ ‘ค้ามนุษย์เก็บเบอร์รี่’ ยันแม้ติดคุกแต่ปัญหาไม่จบ

9.09.25 | 14:45 น.

สหภาพคนทำงานตปท.ฯ จี้ดีเอสไอทำคดีพิเศษ ‘ค้ามนุษย์เก็บเบอร์รี่’ ยันแม้ติดคุกแต่ปัญหาไม่จบ

วันนี้ (9 กันยายน 2568) น.ส.จรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ประสานงานต่างประเทศ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลกระทบของแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่า หรือ เบอร์รี่ป่า ในประเทศฟินแลนด์ และ สวีเดน ว่า เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะมีการแก้ปัญหาในรูปแบบสหภาพแรงงาน หรือทำสัญญาจ้างงาน ท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถต้านทานกระบวนการค้ามนุษย์ได้

น.ส.จรรยา กล่าวว่า ปีนี้ ประเทศฟินแลนด์อนุญาตแรงงานไทยเข้าไปเก็บผลไม้ป่า 2,000 กว่าราย ซึ่งผู้ที่ไปทำงานก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมตามสัญญาจ้างงาน โดยเฉพาะปัญหาชั่วโมงการทำงาน และการจ่ายค่าแรงตามสัญญา ขณะเดียวกัน ประเทศสวีเดนตัดปัญหาด้วยการชะลอการนำเข้าแรงงานไทย ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

“ปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นเรื่องที่เราชี้ให้เห็นมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการใช้ระบบโควต้าที่เรามีการประท้วงใหญ่ในปี 2552 แต่ด้วยการรัฐประหารของไทยในขณะนั้น ทำให้การเจรจาเข้าไปอยู่ในวงของการคอรัปชั่น การติดสินบนบริษัทนายหน้าทั้งฟินแลนด์และสวีเดน เจ้าหน้าที่กระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ทำให้การนำคนไปเก็บเบอร์รี่ถูกอิงกับคอรัปชั่นเป็นฐานใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลทั้งจากแรงงาน รวมถึงบริษัทนายหน้า ชัดเจนว่า การจะไปเก็บเบอร์รี่จะต้องถูกหักหัวคิวให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เฉลี่ย 2,000 – 5,000 บาทต่อหัว เป็นธรรมเนียมมาโดยตลอด และการจ่ายก็เป็นไปตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาชนพูดในรัฐสภา ด้วยการเอาเงินใส่กระเป๋าไปให้ เอาเงินไปจ่ายกันในรถแท็กซี่บ้าง รวมถึงการที่บริษัทนายหน้าบอกกับคนงานว่าจะต้องเก็บเงินส่วนนี้ไปทำอะไร ทำให้เห็นว่ามีการรับและจ่ายเงินกันใต้โต๊ะมาตลอด” น.ส.จรรยา กล่าว

Advertisement

น.ส.จรรยา กล่าวว่า การเก็บเบอร์รี่เป็นงานที่มีโควต้าขนาดใหญ่ของกระทรวงแรงงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการคอรัปชั่น โควต้าปีละ 7,000 ราย ค่าหัวอย่างน้อย 2,000 บาท เป็นเงินมากกว่า 14 ล้านบาท ฉะนั้น การร้องเรียนปัญหาที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานจึงไม่รับฟัง นอกจากนั้น ยังมีการคัดค้านไม่ให้มีการสอบสวนที่เชื่อมโยงเถึงการค้ามนุษย์ เช่น การออกหนังสือยืนยันว่าไม่ได้เป็นการค้ามนุษย์ ฯลฯ

“นับตั้งแต่ปี 2565 มีแรงงานไทยที่กำลังรอความคืบหน้าของคดีค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่ในประเทศฟินแลนด์และสวีเดนประมาณ 700 กว่าราย สภาพความเป็นอยู่ของคนทำงานไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม นอกจากนั้น ฟินแลนด์ได้มีการบรรจุเรื่องการนำเข้าแรงงานเก็บเบอร์รี่ในระบบ มีสัญญาการจ้างงาน แต่ก็ยังมีเรื่องของการหลอกลวงอย่างที่เกิดขึ้นในสวีเดน เช่น การหลอกตาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าแรงงานทำงานเพียง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามกรอบเวลา 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ทั้งที่จริงแล้ว มีการทำงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 2 ทุ่ม เพื่อบริษัทจะได้ไม่ต้องคำนวณค่าจ้างล่วงเวลา (OT) หรือในบางรายก็มีการจ้างงานแบบเหมา ตามกิโลกรัมที่เก็บผลไม้มาได้ ให้แรงงานเก็บเบอร์รี่ 10 กิโลกรัม ต่อ 1 ชั่วโมง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถูกระบุไว้ในสัญญาจ้างที่ไม่ยุติธรรม ต้องตั้งคำถามว่า กระทรวงแรงงานปล่อยสัญญาจ้างเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร รวมถึงสถานทูตไทยในประเทศฟินแลนด์ สหภาพแรงงานฟินแลนด์รับรองสัญญาจ้างเหล่านี้ได้อย่างไร” น.ส.จรรยา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีศาลฟินแลนด์มีคำสั่งจำคุกผู้บริหารของบริษัทเบอรี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ รวมถึง น.ส.กัลยกร พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทย เป็นเวลา 3.6 ปี ในคดีค้ามนุษย์แรงงานไทย 62 ราย จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแรงงานไทยหรือไม่ น.ส.จรรยา กล่าวว่า ผู้ประสานงานคนดังกล่าวรู้จักกันดีในชื่อของ “เจ๊ทุเรียน” ถือว่าเป็นขาใหญ่สุดของฟินแลนด์ เพราะเป็นผู้จัดหาแรงงานไทยให้กับ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ Kiantama และ Polalica Oy ทั้งยังมีความรู้จักเชิงลึกกับกระทรวงแรงงานมาโดยตลอด เพราะเป็นผู้นำร่องพาแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ โดยตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา มีโควต้าแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ 46,000 กว่าราย

“มีความเสียหายเกิดขึ้นจำนวนมาก ถูกร้องเรียนมาโดยตลอด แต่เป็นขาใหญ่ แต่ในปี 2565 แรงงานที่ทราบข้อมูลนี้ ก็ไม่ไปติดต่อที่สถานทูต เพราะถ้าไปแจ้งกับสถานทูต สุดท้ายเรื่องก็จะเข้าสู่บริษัทจัดหางาน แรงงานก็จะถูกบีบให้รับสภาพ หรือถูกส่งกลับประเทศไทย” น.ส.จรรยา กล่าวและว่า การที่ศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุกบริษัท Kiantama และ เจ๊ทุเรียน เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในคดีนี้มีผู้เสียหายแค่ 62 ราย แต่ส่วนของเจ๊ทุเรียนมีอีกคดีกับบริษัท Polalica มีผู้เสียหายประมาณ 77 ราย แต่ยังมีอีกหลายบริษัทในจำนวนผู้เสียหายกว่า 700 กว่าราย ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีแรงงานที่ถูกส่งกลับประเทศไทย จึงเป็นข้อจำกัดในการสอบสวนคดีของทางฟินแลนด์ และทางการไทยหรือกระทรวงแรงงานไทยก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลือเพื่อให้คดีคืบหน้าขึ้น แม้กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ไม่รับเรื่องนี้ ทั้งที่เคยเรียกร้องให้มีการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อที่จะช่วยให้แรงงานไทยที่กลับมาแล้วได้รับการสอบสวนคดีกลับไปที่ฟินแลนด์ ทำให้คดีมีความล่าช้าอย่างมาก

ขอบคุณภาพจาก สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย