แม้ว่าความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นให้เห็นในสังคมไทย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความเป็นผู้หญิง” ยังคงมีอุปสรรคในสังคมการทำงาน ไม่เว้นกระทั่งแวดวง “การแพทย์” โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีร่วมรักษาระบบประสาทและไขสันหลัง ในฐานะอดีตประธานสมาพันธ์โลกสมาคมโรคหลอดเลือดสมอง (Past President of WFITN World Federation of Interventional and Therapeutic Neuroradiology) ชี้ให้เห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า งานการรักษาด้วยรังสีเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งสำหรับแพทย์หญิง โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการยืนยันว่าค่อนข้างมีความปลอดภัยกับครรภ์มารดา แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่แพทย์หญิงต่างให้ความสำคัญ
เมื่อมีแผนว่าจะตั้งครรภ์ ทุกคนต่างคิดต่อถึงการลาพักจากงานต่อเนื่องไปจนถึงระหว่างตั้งครรภ์ 9 เดือน การเป็นคุณแม่หลัง คลอดอีก 3 – 6 เดือน ช่วงเวลานี้จึงเป็น “ช่องว่าง” ระหว่างการทำงาน เพราะการหยุดพักจากการทำงานในขณะที่เทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางการแพทย์ยังคงเดินหน้าต่อไปทุกวันอย่างไม่เคยหยุด ฉะนั้น การหายไปเป็นปีเศษนี้ต้องถูกทดแทนด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับแพทย์ ในการเสริมสร้างทักษะให้แข็งแกร่งขึ้นในสายงานเดิม (Upskill) พร้อมทั้งหาโอกาสในการกลับเข้ามาสู่เส้นทางวิชาชีพเดิมอย่างเหมาะสม
ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติงานทางการแพทย์ เป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการตัดสินใจที่หนักแน่นของแพทย์ ดังนั้น แพทย์หญิงหลังคลอดก็มีผลกับมุมมองดังกล่าว ซึ่งในรายที่หมดแรงจะต่อสู้กับมุมมองนี้ ก็อาจต้องบอกลาจากสายอาชีพไป ขณะที่จำนวนแพทย์หญิงต่อนายแพทย์ในวงการหลอดเลือดสมองทั่วโลก มีสัดส่วนเฉลี่ย ร้อยละ 0 – 30 ซึ่งถือว่าผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายค่อยข้างมาก และยิ่งลดต่ำลงในบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีแพทย์หญิงที่ปฏิบัติงานอยู่เพียงร้อยละ 5 ส่วนประเทศไทยยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 – 20 
อย่างไรก็ตามตัวเลขของแพทย์หญิงที่ออกจากวิชาชีพแต่ละประเทศมีปัจจัยต่างกันออกไป หรือบางประเทศก็เป็นศูนย์ คือไม่มีการออกจากวิชาชีพเลยอย่างในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เนื่องจากปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรที่ หญิงและชายมีความเท่าเทียมใกล้กันมาก ต่างจากในหลายประเทศที่บุคลากรระดับสูงขององค์กรส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย
“ตลอดเวลาที่ได้ทำงานอยู่ในสายอาชีพของหมอ ได้พบเห็นเพื่อนหมอผู้หญิงด้วยกันออกจากอาชีพนี้ ไปอย่างน้อย 8 ท่าน ด้วยเหตุผลส่วนตัวและปัญหาด้านการทำงาน ที่ผู้หญิงเรามีความรู้สึกถึงความเท่าเทียมที่น้อยกว่าผู้ชาย ขณะที่การจะเรียนเพื่อให้ได้เป็นหมอมาทำงานซักคนนั้นยากมากๆ นอกจากนั้น ยังมีการติดตามต่ออีกว่าหมอผู้หญิงที่ออกไปนั้น ส่วนใหญ่ย้ายไปสายอาชีพอื่นเลย ในขณะที่หมอผู้ชายที่ลาออกแต่ ยังคงทำงานในสายอาชีพเดิม ในโรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งอาจบอกได้ว่าไม่ได้สูญเสียหมอจากระบบ ส่วนในประเทศอื่นเมื่อเรามาคุยกัน ก็พบว่ามีหมอผู้หญิงออกจากอาชีพไปพอสมควร เป็นที่น่าเสียดายมาก จึงนำมาสู่การแก้ปัญหาในระดับนานาชาติบนเวทีการประชุมของสมาพันธ์ด้านรังสีร่วมรักษาทางระบบประสาทของ ภูมิภาคเอเชีย-ออสเตรเลีย หรือ AAFITN (Asian Australasian Federationof Interventional and Therapeutic Neuroradiology) ประจำปี 2025 ที่ได้เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยเรื่องนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในประเทศไทย” ศ.เกียรติคุณ พญ.ศิรินธรา กล่าว
หากย้อนมาดูตั้งแต่การผลิตแพทย์ ข้อมูลในประเทศไทยพบว่ามีนักศึกษาแพทย์ผู้หญิงในจำนวนไม่น้อย มีสัดส่วนมากกว่าผู้ชายเสียอีก แต่เมื่อเข้าสู่ระดับแพทย์ประจำบ้าน แพทย์หญิงก็เริ่มน้อยลงในบางสาขาวิชา แต่จำนวนแพทย์หญิงจะน้อยลงไปอีกในระดับแพทย์เชี่ยวชาญ ดังนั้น นับว่าเริ่มเกิดปัญหาขึ้นแล้ว จึงต้องมีการดูไปถึงคุณภาพชีวิตของคนในสายอาชีพนี้ เช่น การทำงานต่อค่าตอบแทน การตั้งครรภ์ การเป็นภรรยาหรือแม่บ้าน แพทย์หญิงส่วนหนึ่งต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่ในที่ทำงาน การคุกคามทางเพศ หรือผู้ป่วยบางคนระบุว่าขอไม่พบแพทย์หญิง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้แพทย์หญิงตัดสินใจลาออกจากการเป็นแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้นคือความก้าวหน้าในสายอาชีพ เป็นเรื่องที่ต้องสะท้อนไปยังองค์กรต่างๆ เพื่อร่วมกันตระหนักและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ โดยเฉพาะองค์กรวิชาชีพที่ต้องเปิดพื้นที่ให้แพทย์หญิงเข้าถึงบทบาทความเป็นผู้นำองค์กร การก้าวสู่เวทีระดับโลกให้มากขึ้น
ทาง AAFITN ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสำรวจ 111 ราย พบว่าเกือบร้อยละ 60 มี ประสบการณ์ได้พบเห็นแพทย์หญิงที่ทำงานมา 10 – 15 ปี ตัดสินใจออกจากสายอาชีพ ซึ่งปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ชีวิตครอบครัวรวมถึงการตั้งครรภ์ ปัญหาการไม่ได้รับผลักดันเข้าสู่ความก้าวหน้าของอาชีพ และ ความเครียดจากการทำงาน จะเห็นได้ว่า “โอกาสที่เท่าเทียมในอาชีพ” ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ทำให้คนออกจากงาน ฉะนั้น AAFITN จึงเสนอแนวทางการป้องกันแพทย์หญิงหลุดออกจากระบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสความก้าวหน้าทางสายอาชีพ การให้พื้นที่ให้กับแพทย์หญิงเข้ามาอยู่ในส่วนของการบริหารองค์กร การมอบทุนอบรมและวิจัยทางวิชาการสำหรับแพทย์หญิงที่มีศักยภาพ โดยสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นคือการมีที่ปรึกษา หรือพี่เลี้ยง (Mentorship) ตนเป็นผู้ที่อยู่ในวงการแพทย์ ต่อสู้เรื่องการล้มหายไปของจำนวนแพทย์หญิงมาโดยตลอด พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้กับแพทย์หญิงที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเรื่องส่วนตัวด้วย นอกจากจะช่วยให้ทุกคนมีทางออกกับปัญหาที่เผชิญอยู่แล้วยังลดโอกาสในการสูญเสียบุคลากรจากระบบการแพทย์ด้วย ตนเชื่อว่าทั้งหมดนี้จะนำมาสู่เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการลดอัตราการออกจากสายอาชีพแพทย์ของแพทย์หญิงให้ได้มากที่สุด

