เมื่อวันที่ 16 กันยายน ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์พิเศษคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงการจัดตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ตนมองว่ารมว.แรงงานคนถัดไปไม่จำเป็นต้องมีนโยบายใหม่ๆ ออกมา เนื่องจากระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนั้นสั้น แต่ควรพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถเร่งรัดดำเนินการสิ่งที่ค้างคาอยู่ให้สำเร็จได้ ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ดีในการเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่วนเรื่องคุณสมบัติของรมว.แรงงานนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก เพราะที่ผ่านมา รมว.แรงงานหลายคนก็ไม่ได้มาจากแวดวงแรงงานโดยตรง
ศาสตราภิชาน แล กล่าวต่อว่า โดยเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะต้องดำเนินการ ได้แก่ ปัญหาการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่ยังค้างคา ทั้งการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ในรูปแบบ 3 ขั้นบันได การสะสางปัญหาเข้าซื้อตึก Skyy9 ให้ได้ข้อสรุปชัดเจน ตลอดจนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสามารถทำได้ภายใน 4 เดือน นอกจากนี้ยังควรทบทวนการเลื่อนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่ถูกขยายจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไปเป็น 1 ตุลาคม 2569 เนื่องจากกระทบต่อความเดือดร้อนของลูกจ้าง อีกทั้งยังมีประเด็นจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ เช่น การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การขยายสิทธิให้ครอบคลุมลูกจ้างภาครัฐ และสิทธิลาคลอด ซึ่งรมว.แรงงานคนใหม่ควรเร่งผลักดันให้สำเร็จ
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินการมาแล้วจนใกล้เสร็จสิ้น ซึ่งสามารถเร่งรัดให้สำเร็จภายใน 4 เดือนก่อนการยุบสภาได้ โดยเฉพาะการสอบสวนตึก Skyy9 ของสปส. ส่วนการออกนโยบายใหม่ ๆ เหมาะสมที่จะดำเนินการในยุคที่มีรมว.แรงงานประจำการถาวร แต่ในระยะสั้นควรสะสางสิ่งที่ค้างคาให้สำเร็จ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” ศาสตราภิชาน แล กล่าว
ทั้งนี้ ศาสตราภิชาน แล ยังแสดงความเห็นว่า หากมองในเชิงภาพรวม การแต่งตั้งรมว.แรงงาน ควรเลือกผู้ที่มีพื้นฐานและความเข้าใจในปัญหาแรงงานโดยตรง เพื่อแสดงถึงความจริงจังในการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาสำคัญและเป็นปัญหาระยะยาว เช่น การพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อยกระดับประสิทธิภาพลูกจ้าง การสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ และการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ต้องอาศัยความโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องใช้ผู้ที่สนใจและทำงานด้านแรงงานมาโดยตลอด
“น่าเสียดายที่รมว.แรงงานในอดีตมักไม่มีพื้นฐานด้านแรงงานเพียงพอ บางครั้งกลับเปรียบแรงงานเสมือนน้ำ ที่เทใส่ขวดก็เป็นรูปขวด เทใส่จานก็เป็นรูปจาน ทั้งที่ในความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เราต้องพิจารณาจากความชำนาญ ไม่ใช่เพียงแรงกายของรัฐมนตรีเท่านั้น” ศาสตราภิชาน แล กล่าว
ศาสตราภิชาน แล กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งรมว.แรงงานสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งนับวันยิ่งวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานกัมพูชาที่แห่กลับประเทศหลังเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ขณะที่หลายสถานประกอบการกลับลดอายุเกษียณลงทุกที แล้วกระทรวงแรงงานจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
“การเตรียมแผนรองรับไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมุ่งสู่การพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้มีทักษะสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุยังสามารถทำงานได้ และลดการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือจากต่างประเทศ” ศาสตราภิชาน แล กล่าว

