เป็นที่น่าสนใจว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่จะถูกใช้เพื่อฟื้นฟูหรือบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงปลายปี 2568 ที่ได้มีการอนุมัติวงเงิน 1.1 แสนล้านบาท ไม่ได้ถูกนำไปอัดฉีดที่เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจอย่างการท่องเที่ยว หรือการส่งออก เท่านั้น แต่จำนวนไม่น้อยให้น้ำหนักกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้ในชุมชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการสร้างงานระดับชุมชนให้ความสำคัญที่ “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” หรือ แคร์กีฟเวอร์ “Caregiver” ซึ่งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 1.1 พันล้านบาท ต่อยอด 30 บาทรักษาทุกที่ ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับท้องถิ่นต่างๆ ดำเนินการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์กว่า 18,000 คน เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ
อาจเรียกได้ว่า กระสุนนัดนี้ไม่ได้พุ่งตรงไปที่เป้าหมายทางเศรษฐกิจอย่างเดียว หากยังสร้างแรงกระทบไปถึงเป้าหมายสำคัญในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสุขภาพที่ผู้สูงวัย หรือผู้มีภาวะพึ่งพิง จะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ครอบคลุม และเหมาะสม ขณะเดียวกัน ในมิติสังคม ครัวเรือนต่างๆ ก็กำลังจะได้รับการแบ่งเบาภาระทั้งทางกายและทางใจ
เสียงสะท้อนจาก “วันเพ็ญ แซ่อึ้ง” ญาติที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ผู้ป่วยต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ แต่ภายหลังเมื่อมีแคร์กีฟเวอร์ของท้องถิ่นเข้ามาช่วยดูแล และให้คำแนะนำต่างๆ ส่วนตัวแล้ว มองว่าค่อนข้างได้รับการดูแลดีกว่าแพทย์หรือพยาบาล
“สังเกตว่า ผู้ป่วยเวลาอยู่บ้านแล้วอาการดีขึ้นค่อนข้างไว แต่พอไปอยู่โรงพยาบาลกลับทรุดลงเรื่อยๆ การมีแคร์กีฟเวอร์เข้ามา จึงช่วยได้มาก ช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น และยังสะดวกกับเราที่ไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลบ่อยๆ อย่างน้อยๆ เพียงแวะเวียนเข้ามาพูดคุย ทำให้เขาหัวเราะได้บ้าง ก็รู้สึกดีใจ” วันเพ็ญ ให้ภาพ
แคร์กีฟเวอร์ที่แวะเวียนมาดูแลครอบครัวของเธอนี้ มาจากเทศบาลตำบลปักธงชัย ซึ่งมีอยู่แล้วเดิม ทั้งที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และส่วนที่มีการไปอบรมเป็นอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่แคร์กีฟเวอร์ให้การดูแลแบบเต็มเวลา

“สมปอง หมุนดอน” นายกเทศมนตรีตำบลปักธงชัย อธิบายว่า แคร์กีฟเวอร์ที่เป็น อสม. จะได้รับค่าตอบแทนสูงสุดเพียงเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจหาคนที่มาเป็นได้ยาก เพราะนอกจากต้องมีจิตอาสาแล้ว ยังต้องเสียสละ เดินทางไปอบรมในเมืองหลายวัน แต่สำหรับแคร์กีฟเวอร์ที่ไม่ได้เป็น อสม. แล้วปฏิบัติหน้าที่ให้การดูแลแบบเต็มเวลา จะมีค่าตอบแทนเดือนละ 5,000-6,000 บาท
“หากมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนให้มีการอบรมคนเข้ามาเป็นแคร์กีฟเวอร์เพิ่มมากขึ้น แล้วมีรายได้ประจำ ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีอย่างมากต่อการทำงานของเทศบาล และต่อประชาชนที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งจะเป็นบุญกุศลอย่างมาก โดยเฉพาะกับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ยากจน และเป็นคนป่วยติดบ้านติดเตียงที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ได้รับการดูแลทั่วถึงมากขึ้น” สมปองให้ความเห็น
จากต่างจังหวัด สลับภาพไปที่ปริมณฑล แม้จะใกล้เมืองหลวง แต่ลักษณะการดูแลที่ใกล้ชิดกันแบบชนบท ก็ยังคงปรากฏให้เห็นเป็นสำคัญ “สุภาวดี ฉิมฉลอง” ญาติที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ ต.บางนางลี่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ยืนยันว่าแคร์กีฟเวอร์ที่เข้ามาช่วยดูแลนั้น สามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ป่วยได้หลายเรื่อง ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือดูแล พลิกตัว ทำความสะอาด รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าอ้อม ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ ที่คอยนำมาช่วยเหลือ ซึ่งอาการของผู้ป่วยก็ดีขึ้น ขยับร่างกายได้มากขึ้น กินอาหารได้ หรือพอจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ดังนั้น ในฐานะครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยรู้สึกดีไปด้วย

“กิตติพร ขำศิริ” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางนางลี่ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ ต.บางนางลี่ ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เนื่องด้วยสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้ครอบครัวต่างมีลูกน้อยลง จึงเป็นสถานการณ์ที่ อบต.ต้องให้การดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 800-900 คนในพื้นที่
เขาระบุว่า ที่ผ่านมา ได้ดำเนินงานด้วยการสรรหาแคร์กีฟเวอร์ เพื่อเข้าไปดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ผ่านการใช้งบค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (LTC) จาก สปสช. แต่เมื่อมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ อบต.ก็พร้อมที่จะนำไปบรรจุอยู่ในแผนงานเพื่อรองรับการขับเคลื่อนดังกล่าว ในการทำให้ผู้ป่วยและผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ได้รับการดูแลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ “กาญจนา เจริญนนทสิทธิ์” นายกเทศมนตรีนครบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สะท้อนว่า ที่ผ่านมาเทศบาลได้จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุบ้านเอื้ออาทรบางบัวทอง 1 (Elderly Day Care) เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน โดยมีการจ้างแคร์กีฟเวอร์ 7 ราย ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่ที่ศูนย์ 4 ราย ภายใต้การใช้งบ LTC มาสนับสนุน
เธอสะท้อนว่า ปัจจัยค่าตอบแทนของแคร์กีฟเวอร์ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล เพราะจะเห็นว่าผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง หากร่างกายไม่ซูบผอม ก็มักจะมีน้ำหนักมาก ทำให้การดูแลประคองหรือพลิกตัวต่างๆ ค่อนข้างหนัก ดังนั้น ด้วยวัยหรือสภาพร่างกายของผู้ดูแลจึงมีส่วนสำคัญ แต่หากให้ค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำ ย่อมไม่สามารถเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ขณะเดียวกัน ด้วยจำนวนผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจไม่เพียงพอกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่

ขณะที่มุมมองของแคร์กีฟเวอร์อย่าง “นงนภัส นาโพธิ์” จากศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุบ้านเอื้ออาทรบางบัวทอง 1 เล่าว่า ภารกิจของเธอมี 2 ส่วน ส่วนแรก ช่วงเช้าจะเป็นการปฏิบัติงานภายในศูนย์ เช่น ทำกายภาพ ออกกำลังกายแขน ขา วางแผ่นร้อน สอนการบริหารกายที่ถูกต้อง ให้กับผู้ป่วยที่สามารถเข้ามารับบริการได้ และช่วงบ่าย จะเป็นการเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยที่ไม่สามารถมารับบริการได้ โดยเข้าไปให้คำแนะนำญาติผู้ป่วยในเรื่องสุขอนามัย อาหาร โภชนาการ การออกกำลังกาย การพลิกตะแคงตัวเพื่อป้องกันแผลกดทับ เป็นต้น
นงนภัสชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันแคร์กีฟเวอร์ของศูนย์ แต่ละคนจะดูแลผู้ป่วย 6-10 คน โดยได้รับค่าตอบแทนจากงบ LTC 1,500 บาทต่อเดือน ซึ่งหากเปรียบเทียบภาระการดูแลกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ก็อาจไม่สมดุลกัน ทำให้แคร์กีฟเวอร์ที่ปฏิบัติหน้าที่กันได้จึงเป็นการเข้ามาดูแลกันด้วยใจ แต่เมื่อมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มค่าตอบแทนให้อย่างน้อยเดือนละ 5,000 บาท ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และน่าจะเป็นกำลังใจให้กับแคร์กีฟเวอร์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้

