ส.ว.ชี้แบนบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ระบุ ควรพิจารณามาตรการผสมผสาน -ภาษีกำกับ
วันที่ 17 กันยายน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาจากกลุ่มสื่อสารมวลชน กล่าวถึงเรื่องการแก้ปัญหาการใช้ บุหรี่ไฟฟ้า การห้ามใช้อย่างเด็ดขาดมีความย้อนแย้งกับความเป็นจริงเพราะ ขณะที่เรากังวลว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงมากกว่าบุหรี่มวนถึง 3 เท่า แต่บุหรี่มวนเองก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้ระบบภาษีที่รัฐเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมด้านสาธารณสุข

“บุหรี่ไฟฟ้าถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ลดความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่มวน จึงควรนำไปพิจารณาด้วย หากนำมาตรการ Total Ban มาใช้ รัฐจะไม่สามารถควบคุมคุณภาพหรือสารประกอบที่อยู่ภายในได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือเยาวชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางยังคงเข้าถึงได้แต่เรากลับขาดกลไกควบคุม เพราะฉะนั้นมาตรการที่น่าจะพิจารณาคือการควบคุมผ่านระบบภาษี การกำหนดมาตรฐานสารอันตราย และการจำกัดพื้นที่การใช้งานมากกว่าการห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของต่างประเทศได้”นายเทวฤทธิ์ กล่าว
นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างกรณีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในต่างประเทศที่น่าสนใจ อาทิ สหรัฐอเมริกามีการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในหลายรูปแบบ บางรัฐเก็บตามราคาขายส่ง บางรัฐเก็บตามปริมาณสินค้าหรือจำนวนตลับ สหราชอาณาจักรกำหนดเพดานความเข้มข้นของนิโคติน ควบคุมการโฆษณา และห้ามจำหน่ายแก่ผู้เยาว์ นิวซีแลนด์เคยปรับกฎหมายจนทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น 2–5 เท่า แต่ก็ยังคงใช้มาตรการจำกัดกลิ่น การโฆษณา และพื้นที่การใช้ ส่วนสหภาพยุโรปก็กำหนดเพดานนิโคตินและควบคุมการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด โดยจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพราะผู้สูบบุหรี่มวนเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพอาจไม่เลวร้ายเท่าที่กังวล”
นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า การแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเบ็ดเสร็จอาจไม่ใช่คำตอบเดียว เราควรพิจารณามาตรการผสมผสาน ทั้งการกำหนดมาตรฐานสารอันตราย การใช้ภาษีเพื่อควบคุม การจำกัดพื้นที่การใช้ และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เพื่อให้ทั้งผู้สูบและคนรอบข้างปลอดภัยจากผลกระทบให้ได้มากที่สุด และการอภิปรายครั้งนี้จะช่วยเปิดมุมมอง หาจุดที่เหมาะสมเพื่อกำหนดกติกาที่เหมาะสมเพื่อปกป้องสุขภาวะของสังคมอย่างยั่งยืน”
ด้านนายชวภณ วัธนเวคิน ส.ว.ตราด กล่าวว่า เห็นด้วยกับรายงานของกมธ. เพราะปัญหาการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องที่น่าห่วงจริง ๆ และขอเป็นตัวแทนผู้สูบบุหรี่ที่อยากเลิกบุหรี่ โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพราะบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีการเผาไหม้ ไม่ก่อให้เกิดควันพิษ จึงควรถูกพิจารณาใช้เป็นเครื่องมือลดอันตรายสำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ให้มีทางเลือกที่เสี่ยงน้อยลงกับทั้งตนเอง และคนรอบข้าง นอกจากนี้ ข้อมูลจากสหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการบำบัดด้วยนิโคตินทดแทนชนิดอื่น

นายชวภณ กล่าวว่า การห้ามเลย ตัดขาด จะทำให้เกิดการแอบซ่อนในรูปแบบต่าง ๆ การนำขึ้นมาควบคุมด้วยกฎหมาย มีกฎเกณฑ์อย่างถูกต้อง จำกัดในสิ่งที่ควรจำกัด อาจก่อเกิดประโยชน์มากกว่าโทษ โดยสามารถกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ ควบคุมปริมาณนิโคตินและคุณภาพสินค้า การห้ามโฆษณา และสามารถจัดเก็บภาษีได้ การปกป้องเด็กและเยาวชนคือเรื่องใหญ่ แต่การห้ามขาดไม่ช่วยอะไร เพราะทุกวันนี้เรายังเห็นข่าวการจับกุมร้านบุหรี่ไฟฟ้าที่มีเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนเรื่อย ๆ
นายชวภณ กล่าวว่า ตนไม่ได้สนับสนุนให้คนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการมองปัญหาด้วยความเป็นจริง เพราะบุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่ทุกมุมของสังคมไทย ทางเลือกที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กำกับดูแลคุณภาพ ป้องกันเยาวชน และใช้เป็นเครื่องมือลดจำนวนผู้สูบบุหรี่มวนที่อันตรายต่อสุขภาพมากกว่า ควรมีการศึกษาเชิงลึกเพื่อกำหนดนโยบายประเทศ มากกว่าการยึดติดกับการห้ามแบบเบ็ดเสร็จที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในหลายๆ เรื่อง ควรเลือกแนวทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับสุขภาพสาธารณะ และสอดคล้องกับแนวโน้มความเป็นไปของโลก”

