เครือข่ายลดโลกร้อน วิพากษ์ นโยบายสิ่งแวดล้อมอนุทิน มุ่งเพียงเศรษฐกิจเงินตราระยะสั้น ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) ทำจดหมายเปิดผนึก ถึงรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า
แม้จะมีคำมั่นสัญญา (MOA) ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนและต่อสังคมว่าจะเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน แต่หากมีทิศทางที่ชัดเจน ระยะเวลาดังกล่าว รัฐบาลอนุทินก็สามารถสร้างจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาที่ความซับซ้อนแต่รุนแรง อย่างเช่นปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เริ่มจากการประเมินสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทั้งหมดมุ่งไปที่ความสามารถการแข่งขันเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ประชาชน และธุรกิจผู้ประกอบ ซึ่งบ่งบอกได้ว่า กรอบการวิเคราะห์ของรัฐบาลชุดนี้มุ่งเพียงเศรษฐกิจเงินตราระยะสั้น ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.กฤษฎา ระบุว่า รัฐบาลไม่เห็นความย้อนแย้งเลยว่า ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในขณะนี้ว่ามีสาเหตุมาจากแนวนโยบายการแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวลานี้นั่นเอง เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาคใต้ (SEC) รวมถึงโครงการแลนบริดจ์ที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน หรือปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ rare earth ที่สร้างผลระทบแม่น้ำกก สาย และแม่น้ำโขง รวมทั้งอื่น ๆ ก็ล้วนมาจากนโยบายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยผลักภาระต้นทุนทางนิเวศ สิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศให้ธรรมชาติและประชาชนต้องเดือดร้อน
นโยบายแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้าที่รัฐบาลจะดำเนินการเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงอาหาร เพราะมุ่งแต่ยกระดับการค้าเสรีโดยไม่มีระบบการกำกับป้องกันปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจากการค้าเสรีในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาต่อทรัพยากรพันธุกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงอาหาร การขยายตัวของการลงทุนตลาดคาร์บอนโดยเฉพาะในภาคทรัพยากรธรรมชาติ ที่กำลังสร้างปัญหาแย่งยึดทรัพยากรป่าไม้ ทะเลจากชุมชน และสุ่มเสี่ยงต่อการฟอกเขียวให้กับผู้ลงทุนที่ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ โดยเฉพาะทุนข้ามชาติที่มาพร้อมกับขยะอุตสาหกรรม จนสร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมไปทั่วทุกภาคและเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดปราจีนบุรีในเวลานี้ และในทางกลับกัน การลงทุนของทุนข้ามชาติจากไทยที่ไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กลุ่มทุนพลังงานที่ไปลงทุนภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้าถ่านหิน และอื่นๆ ก็สร้างความเสียหายทางนิเวศแก่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างรุนแรง และย้อนกลับมากระทบประชาชนไทยในวงกว้าง
ดร.กฤษฎา ระบุด้วยว่า เมื่อกล่าวถึงด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยตรง รัฐบาลมีนโยบายเพียงแค่การเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงสูง เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ส่งเสริมใช้ป่าชุมชนอย่างถูกต้อง จัดการน้ำเป็นระบบ และสร้างภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศ หากแต่ปัญหาใหญ่ของระบบเตือนภัย คือ ระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพและรวมศูนย์ทำให้ไม่เท่าทันสถานการณ์ที่รุนแรง ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตัวอย่างคือ มลพิษจากเหมืองแร่ที่กระทบลุ่มแม่น้ำกก สาย และแม่น้ำโขง ที่ภาครัฐขาดการกระจายอำนาจและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ชาวบ้านตลอดลุ่มน้ำก็ตกอยู่ในความเสี่ยงที่รุนแรง และที่สำคัญคือปล่อยปละละเลยการทำลายธรรรมชาติโดยกลุ่มทุน เช่น การแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ซึ่งภาคประชาชนเตือนภัยถึงการแพร่ระบาดเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้มาตลอด แต่ภาครัฐก็ยังปล่อยปละละเลยกลุ่มทุนที่เป็นต้นเหตุปัญหาไม่ต้องรับผิดชอบ และยังปล่อยให้กลุ่มทุนฟ้องร้องประชาชนที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่ไม่มีระบบเตือนภัย แต่เป็นระบบเตือนภัยที่รัฐรวมศูนย์และเอื้อทุน จึงขาดธรรมภิบาลและขาดนิติธรรมในการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของประชาชน
ดร.กฤษฎา ระบุว่า รัฐบาลระบุนโยบายผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ มุ่งบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด ยกระดับวิถีเกษตรเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิต ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การกำหนดหลักนโยบายสังคมคาร์บอนต่ำ สะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลไม่เข้าใจปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็นปัญหาของระบบทุนนิยมที่ทำลายระบบนิเวศ สภาวะโลกร้อนหรือภูมิอากาศผันผวนจึงเป็นภาวะโลกป่วย ส่งผลกระทบทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมอย่างประเทศไทย ปัญหาจึงไม่แค่จัดการตัวคาร์บอน หลักการของโลกที่เป็นทางออกในเวลานี้ คือ เปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมที่เร่งเติบโตล้างผลาญระบบนิเวศ ไปสู่สังคมหลังทุนนิยมที่เอาระบบนิเวศธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง และใช้หลักความเป็นธรรมนิเวศ สภาพภูมิอากาศ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสภาพภูมิอากาศ และสิทธิของธรรมชาติที่ควรปรากฏในแนวนโยบายแห่งรัฐ
เมื่อพิจารณาว่าอะไรคือความเร่งด่วนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะนี้สังคมไทยเผชิญความเสี่ยงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศรุนแรงเป็นอันดับ 30 ของโลก ดังเห็นจากภัยพิบัติรุนแรงปรากฏทุกภาคในเวลานี้ สิ่งที่เร่งด่วนคือ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ป้องกันประชาชนไม่ให้สูญเสียและเสียหายจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ และสร้างภูมิคุ้มกันการปรับตัวให้กับพวกเขา
ดร.กฤษฎา ระบุว่า ในส่วนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 รัฐบาลไม่เห็นหรือว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 20 ของโลก โดยร้อยละ 70 มาจากกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล แต่แผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ และร่างแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับล่าสุดก็ยังอยู่บนฐานพลังงานฟอสซิล โดยมีสัญญาผูกพันโรงไฟฟ้าฟอสซิลกับกลุ่มทุนใหญ่หลายราย
หากรัฐบาลจะเร่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ต้องมีนโยบายชัดเจนเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ไม่ใช่แค่สนับสนับสนุนพลังงานสะอาดแต่ไม่แตะต้องโครงสร้างพลังงานฟอสซิล
เช่นเดียวกับภาคส่วนระบบเกษตรและอาหารที่มีสัดส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 20 ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารรายใหญ่บนฐานโปรตีนจากสัตว์ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรนิเวศบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและโปรตีนจากพืชท้องถิ่น นโยบายรัฐบาลทำเพียงแค่ยกระดับวิถีเกษตรรุ่นใหม่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ซึ่งผิวเผินและมุ่งจัดการเฉพาะเกษตรกรที่อยู่ปลายสุดห่วงโซ่ของปัญหาฝุ่นและโลกร้อน
“ยิ่งซ้ำร้ายด้วยการจะจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยให้มีกฏหมายมารองรับโดยเร็ว ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับโลกว่า นับตั้งแต่มีนโยบายตลาดคาร์บอนตามพิธีสารเกียวโต 1997 การปล่อยคาร์บอนโดยเฉพาะจากภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ไม่ได้ลดลงเลย ตลาดคาร์บอนไม่ได้สร้างแรงจูงใจในการลดคาร์บอน แต่กลายผลประโยชน์ทางธุรกิจใหม่ที่อ้างความเป็น “คาร์บอนต่ำ” โดยไม่เชื่อมโยงกับการลดคาร์บอนจริง และยังเปิดทางให้กลุ่มทุนรายใหญ่ที่ใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมของตน อีกทั้งตลาดคาร์บอนขณะนี้กำลังกลายเป็นกระบวนการที่กลุ่มทุนใช้แย่งยึดทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนและสาธารณะ และเปลี่ยนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้อยู่บนผลประโยชน์ของทุน หากรัฐบาลจะเดินหน้าแนวนโยบายนี้จะสร้างปัญหาแก่ระบบนิเวศและความขัดแย้งกับชุมชนที่ถูกแย่งชิงทรัพยากรภายใต้ธุรกิจคาร์บอนเครดิต”เลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All ระบุ
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีหลักการความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ ไม่แยกแยะสาเหตุของปัญหา ไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างใด ๆ ไม่กดดันให้กลุ่มทุนที่ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ต้องรับผิดชอบลดคาร์บอนโดยตรงตามหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง ไม่มีหลักสิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศที่ดี และสิทธิชุมชนในการจัดการนิเวศและฐานทรัพยากร ทำให้ไม่มีการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิประชาชน ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เปลี่ยนผ่านโครงสร้างให้เกิดเป็นธรรมและยั่งยืน
มีเรื่องสำคัญอีกหลายเรื่องที่ไม่ปรากฏในนโยบายของรัฐ เช่น นโยบายการอนุรักษ์ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งการอนุรักษ์ เข้าถึง ใช้ประโยชน์ และแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม บนฐานสิทธิชุมชนทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏเป็นหลักการสำคัญในความตกลงคุนหมิง-มอนทรีออลภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีข้อเสนอเร่งด่วนทั้งการลดการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ซึ่งรวมไปถึงเอเลียนสปีชีส์อย่างปลาหมอคางดำด้วย
สุดท้ายคือ นโยบายการคุ้มครองประชาชนผู้ปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อม และสิทธิของธรรมชาติ เพราะเมื่อรัฐบาลทุกชุดเพิกเฉยต่อการคุกคามสิ่งแวดล้อม ประชาชนจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมเอง แต่ก็ถูกอำนาจทั้งรัฐและทุนคุกคามชีวิต มีการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หลายกรณี ประชาชนถูกละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง
ดร.กฤษฎา ระบุว่า แม้เวลา 4 เดือนของรัฐบาลแม้ไม่มาก หากรัฐบาลยืนหยัดอยู่บนหลักนิติธรรมไม่ถูกอำนาจราชการและทุนครอบงำ ฟังเสียงและเคารพสิทธิประชาชนและธรรมชาติอย่างจริงจัง มีเจตจำนงค์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เป็นธรรมและยั่งยืน จะเป็น 4 เดือนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดของสังคมไทยเลยทีเดียว

