พิพัฒน์ จ่อดึงวิศวะญี่ปุ่นสอบถนนยุบ ผู้ว่ารฟม.ชี้การเยียวยามีระบุในสัญญา
เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสนว่า หลังจากที่ตนและนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจสอบพื้นที่วันที่ 25 กันยายน 2568 นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้ว เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันเกิดเหตุซ้ำ โดยอาจจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากสภาวิศวกร มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และอาจรวมถึงวิศวกรชาวญี่ปุ่น เข้าตรวจสอบ เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเฉพาะหรือมีแนวโน้มเกิดซ้ำ เพื่อให้มีมาตรการป้องกันล่วงหน้าที่เหมาะสม
“ส่วนประเด็นจะต้องสอบสวนหรือเอาผิดกับผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงการนี้หรือไม่นั้น ต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อนว่าสาเหตุหลุมยุบเกิดจากอะไร ไม่ว่าจากปัจจัยทางธรรมชาติหรือความบกพร่องจากการก่อสร้าง โดยยืนยันไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเร่งแก้ไขปัญหาและคืนผิวจราจรให้กลับสู่สภาพปกติก่อน”นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับไทม์ไลน์การตรวจสอบและเรียกผู้เกี่ยวข้องมาหารือนั้น ตอนนี้ตนยังไม่ต้องการรบกวนสมาธิของผู้รับเหมาในช่วงกำลังแก้ไขสถานการณ์ เชื่อว่าปลัดกระทรวงคมนาคมน่าจะพูดคุยกับผู้รับเหมานอกรอบบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาก่อนคือการคืนผิวจราจรให้เรียบร้อยเป็นอันดับแรก ส่วนขั้นตอนการตรวจสอบและเรียกผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยจะมาดำเนินต่อ พร้อมกับติดตามสถานการณ์กับผู้ประกอบการและผู้รับเหมาอย่างใกล้ชิด
นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า การดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ผู้รับจ้างเอกชนอยู่ภายใต้สัญญากับรฟม. กำลังดำเนินการดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ที่ต้องย้ายที่พักอาศัย การดูแลและเยียวยาจะดำเนินการผ่านกลไกในสัญญาที่ทำไว้กับผู้รับจ้าง มีความชัดเจนในหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นผู้ดูแลหลักในกรณีเกิดความเสียหาย ทั้งนี้รฟม.ได้ร่วมกับสำนักงานเขตดุสิตในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบและตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้พักอาศัยบริเวณนั้นได้รับการย้ายและดูแลอย่างเหมาะสม
“ส่วนความคืบหน้าการซ่อมแซมและคืนผิวจราจรให้กลับสู่สภาพปกติ ทางหน่วยงานมีการไปเช็คต่อเนื่อง ล่าสุดตนลงไปตรวจวันที่ 2 ของการดำเนินการ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยืนยันว่ายังคงอยู่ในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 14 วัน ในการซ่อมแซมฟื้นฟูถนนให้กลับมาเป็นปกติ” นายกาจผจญ กล่าว

