อ.วิศวะ จุฬาฯ เปิด 3 เรื่อง ‘คนสมุทรปราการต้องรู้’ ย้ำคนไทยต้องแอคชั่น ร่วมสกัดภัยโลกร้อน
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งในช่วงเช้ามีผู้ทยอยเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยให้ความสนใจกับบูธในโซนต่างๆ รวมถึงเวทีเสวนาหลากหลายหัวข้อ
กระทั่งเมื่อเวลา 11.00 น. มีเสวนาหัวข้อ ‘FROM CLIMATE CHANGE TO DISASTER จากวิกฤตภูมิอากาศสู่ภัยพิบัติ’ วิทยาได้แก่ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผอ. สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน, ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผอ. องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชนชื่อดัง ผู้ผลิตรายการสารคดีด้านสิ่งแวดล้อม
ในตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ กล่าวว่า เราต้องมีความรู้ พร้อมลงมือทำ และทำอย่างถูกต้อง หากลองจินตนาการว่า เวลาเราพูดถึง Climate Disaster ยังมีการตีความไม่ตรงกัน หรือแม้กระทั่งเราไม่สามารถมองการแบ่งฉากทัศน์ อุณหภูมิแต่ละข่วง ผลกระทบไม่เหมือนกัน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ‘แม่ค้าขายไก่ย่าง’ ก็ต้องรู้ใช่หรือไม่ ? ว่า
ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ ตอบว่า ต้องรู้ เพราะถ้าเขาไม่เคยอยากรู้ และพัฒนาทักษะในบางเรื่อง เขาอาจได้รับผลกระทบโดยที่ ‘โทษลมโทษฟ้า’
ผู้ดำเนินรายการถามด้วยว่า คนสมุทรปราการต้องรู้อะไร เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น ?
ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ ตอบว่า เรื่องที่ 1 คือระดับน้ำทะเล และอุณหภูมิเฉลี่ยปัจจุบันในพิ้นที่เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องที่ 2 คือ ในพิ้นที่มีการปลดปล่อยแก๊ซเริอนกระจก หรือคาร์บอน ฟุตปรินท์ เท่าไหร่ และแชร์เท่าไหร่ในประทศ หรือแม้กระทั่งในโลก เพราะถ้าคุณได้รับผลกระทบ แต่ไม่เห็นตัวเลขเลย จะปรับได้อย่างไร ซึ่งโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทย จะปล่อยประมาณ 15 กิโลกรัมต่อคน
เรื่องที่ 3 คือ ในอดีต จุดไหนเคยเกิดภัยพิบัติ เคยได้รับผลกระทบบ้าง แล้วจุดที่เกิดนั้น คุณยังใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย ก็จะเจอเหมือนเดิม เพราะปัญหามันรุนแรงมากขึ้น
ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะทำอย่างไรต่อไปให้ปลอดภัยจากหายนะถ้าไม่สามารถย้ายบ้านได้
ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ ตอบว่า ถึงจุดนี้อาจต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างรูป 3 เหลี่ยม 1. คือความเสียหาย 2. เราซับซิไดซ์ (อุดหนุน ให้ความช่วยเหลือ) เท่าไหร่
“สมมติว่า ความเสียหายเกิด 1 ล้านล้าน แล้วที่ผ่านมาเราซับซิไดซ์อย่างนี้เท่าไหร่ แต่อีกมุมหนึ่ง คือพอเรารู้แล้วว่าเสียหายเท่านี้ เราซับซิไดซ์เท่านี้ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิด และมาคู่กันคือ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรที่จะเอามาลงทุน เพราะจะทำให้ 3 เหลี่ยมชัดเจน
ลองจินตนาการว่าถ้าเราเริ่มต้นจากอิมแพคที่เกิด ในอดีต 1 ล้านล้าน ซับซิไดซ์ 8 แสนล้าน มันจะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราเอา 4 แสนล้านมาลงทุนในการทำเทคโนโลยี” ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นที่ต้องมีคือ ‘การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์’ เพื่อยืนยันในสิ่งที่เราคุยกัน
“อยากฝากว่า คุณต้อง ‘แอคชั่น’ อีกเรื่องคือ ความรู้ จุฬาฯ มีสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจสามารถเข้าไปใช้ได้ เราตั้งใจทำเรื่องนี้มากว่า 1 ปี” ศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ กล่าว

