รายงานพิเศษ : ย้อนไทม์ไลน์ 30 บาทรักษาทุกที่ ฝีมือรมว.สาธารณสุขคนไหน!??

30.09.25 | 15:10 น.

รายงานพิเศษ : ย้อนไทม์ไลน์ 30 บาทรักษาทุกที่ ฝีมือรมว.สาธารณสุขคนไหน!??

วาทกรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี กลางรัฐสภา ที่ได้ตอบกลับการอภิปรายจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถึง ”นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่“ โดยประกาศเคลมว่า เป็นนโยบายที่ตนได้ทำในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยาวนานที่สุดในการทำงานของรัฐมนตรีหลาย 10 คนที่ผ่านมา

จากการสืบค้นข้อมูล ผู้สื่อข่าวได้พบไทม์ไลน์ที่น่าสนใจของนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” สมัยที่ นายอนุทิน ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 – 1 กันยายน 2566

ย้อนกับไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 นายอนุทิน ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 11/2563 ถึงนโยบาย “ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามนโยบายของ รมว.สาธารณสุข กรณีผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้”

จากนั้น ได้ประกาศแนวคิด “ยกระดับบัตรทองเป็น 30 บาทรักษาทุกที่” ให้ประชาชนเข้ารับบริการปฐมภูมิได้สะดวกขึ้น ไม่ยึดติดเฉพาะหน่วยบริการประจำ ผู้ป่วยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว เริ่มต้นในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2563 และจะขยายครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2565 โดย อนุทินให้คำอธิบายว่าเป็น “ภาค 2 ของ 30 บาทรักษาทุกโรค” ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

Advertisement

ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 นายอนุทิน เริ่มใช้ “รักษาทุกที่” ที่กรุงเทพมหานครก่อน โดยเปิดให้ผู้ป่วยทั่วไปเข้ารับบริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิได้ทุกแห่งในพื้นที่ โดยไม่ต้องย้ายสิทธิ/ใบส่งตัว ตั้งเป้าขยายทั้งประเทศในปี 2565 จากนั้น มีการประกาศนโยบาย “มะเร็งรักษาทุกที่ ที่มีความพร้อม” Cancer Anywhere ซึ่งสามารถเดินหน้านโยบายได้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็ง นับว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่สร้างผลงานให้กับนายอนุทิน

อย่างไรก็ตาม นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ในยุคของนายอนุทิน ยังมีปัญหาในเรื่องการเชื่อมระบบข้อมูล ซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ซึ่งในปี 2565 มีการขยายนโยบายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 หากประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ แล้วเกิดการเจ็บป่วยที่ไม่ใช่กรณีป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการในระบบบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ โดยที่หน่วยบริการจะไม่มีการเรียกให้กลับไปรับใบส่งตัวมาเหมือนในอดีต ที่เคยเป็นปัญหากับประชาชน

จนกระทั่งมาถึงปี 2566 สมัยที่ นพ.ชลน่าน เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศนโยบายเรือธง “โครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” โดยเป็นหนึ่งใน Quick Win ที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปเป็นร่างภายใน 100 วัน โดยระหว่างนั้น นพ.ชลน่าน ได้เร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Personal Health Record: PHR) ของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ “บัตรประชาชนใบเดียว” สามารถใช้ได้ทุกที่

ซึ่งขณะนั้นได้มีการเสนอของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการนโยบายโดยแบ่งเป็น 4 ระยะ

• ระยะที่ 1 (7 ม.ค.2567) นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และ นราธิวาส

• ระยะที่ 2 (1 มี.ค.2567) นำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา

• ระยะที่ 3 ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มเป็น 33 จังหวัด

• ระยะที่ 4 ขยายครอบคลุมทั้งประเทศใน 31 จังหวัดสุดท้าย

ในท้ายที่สุดยุคของ “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการมอบของขวัญปีใหม่คนไทย ด้วยการคิกออฟโครงการ “30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”อย่างเป็นทางการทั่วประเทศแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 พร้อมทั้งขยายบริการไปยังหน่วยบริการนวัตกรรมต่างๆ เช่น ร้านยา คลินิก และการแพทย์ทางไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้สะดวก รวดเร็ว และเท่าเทียมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดของการเคลมเครดิตทางการเมืองจะตกเป็นของใคร แต่ด้วย “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่“ เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สร้างความสำเร็จในระบบสาธารณสุขของประเทศ ที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงของประชาชนได้มากขึ้น