เลขาธิการ สปสช. เผยทิศทางบริหาร ‘กองทุนบัตรทอง’ ปี 2569

1.10.25 | 15:35 น.

เลขาธิการ สปสช. เผยทิศทางบริหาร ‘กองทุนบัตรทอง’ ปี 2569

วันนี้ (1 ตุลาคม 2568) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการก้าวเข้าสู่ปีงบประมาณ 2569 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้มีการปรับเกณฑ์บริหารงบประมาณที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุม มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ภายใต้งบประมาณกว่า 265,295 ล้านบาท หรือเฉลี่ยงบเหมาจ่ายรายหัว 4,173 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมบริการทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน กรณีเฉพาะ โรคเรื้อรัง บริการปฐมภูมิ และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตลอดจนการดำเนินการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ซึ่งการดำเนินการได้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทด้านสุขภาพในปัจจุบัน เช่น การโยกสิทธิประโยชน์บางรายการจากงบผู้ป่วยนอกไปอยู่ในงบผู้ป่วยในและบริการกรณีเฉพาะ ทั้งหมดนี้เพื่อให้การจัดสรรงบมีความตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยมากขึ้น

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ในส่วนรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงในการบริหารฯ นั้น เริ่มจากบริการผู้ป่วยใน ในปีนี้จะนำผลตรวจสอบการให้บริการ มาใช้เป็นข้อมูลพิจารณาจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในให้กับหน่วยบริการ โดยหารือร่วมกันกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอ มาตรการ และวิธีการนำผลการตรวจสอบไปขยายผลให้กับหน่วยบริการทั้งหมด การปรับเกณฑ์การจ่ายชดเชยบริการผู้ป่วยในที่บ้าน (Homeward) กำหนดการเบิกจ่ายไม่เกิน 3 ครั้งต่อคน เพื่อป้องกันการจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมระบุหน่วยบริการที่สามารถเบิกจ่ายได้ โดยให้เขตดำเนินการกำหนดอัตราจ่ายภายใต้วงเงินบริการผู้ป่วย Homeward ของเขตได้ เพื่อไม่ให้เกินวงเงินงบประมาณแบบปิด (Global budget)

“ขณะที่งบบริการกรณีเฉพาะ ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ที่สะท้อนความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบ อาทิ ค่าพาหนะสำหรับรับ-ส่งผู้ป่วย ขยายบริการผ่าตัดวันเดียวกลับให้ครอบคลุมโรคอ้วน และเพิ่มบริการแพทย์ขั้นสูงที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก การใช้เทคโนโลยี 3D Printing ทางการแพทย์ ตลอดจนการรักษามะเร็งด้วยเครื่องฉายรังสีชนิด MRI-guided linear accelerator เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังปรับบริการดูแลผู้มีบุตรยาก โดยโยกการเบิกจ่ายไว้ในหมวดงบกรณีเฉพาะ รวมถึงการดูแลประคับประคองในโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังให้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ตามรายการบัญชียาหลักแห่งชาติให้มีความทันสมัย รวมถึงการเพิ่มรายการอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจในเด็กเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า ในส่วน บริการแพทย์แผนไทย ได้มีการสนับสนุนบริการเพิ่มมากขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกว่า 60 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มเติมบริการนวดไทยเฉพาะโรคใน 7 รายการ พร้อมส่งเสริมหน่วยบริการที่สามารถใช้สมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบันได้อย่างเต็มรูปแบบ

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ส่วนงบบริการนอกงบเหมาจ่ายรายหัว เริ่มจากบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในปีงบประมาณ 2569 จะดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจคัดกรองด้วยตัวเอง (HIV self test) แบบจัดซื้อรวม และขยายขอบเขตการควบคุมโรคที่มุ่งกลุ่มเยาวชน ขณะที่บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง (CKD) ยังคงเป้าหมายนโยบายที่ผู้ป่วยรายใหม่จะต้องไม่เกิน 1.5 หมื่นรายต่อปี เช่นเดิม ส่วนบริการควบคุมโรคเรื้อรัง (NCDs) ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่โรคเบาหวานและความดัน กำหนดการจ่ายตามผลลัพธ์บริการที่สามารถทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ภาวะโรคสงบ โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นที่ 5 หมื่นราย ในปี 2569 รวมถึงในส่วนโรคหอบหืด (Astma) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ก็มีการปรับสัดส่วนจ่ายตามผลลัพธ์บริการเช่นกัน

Advertisement

“สำหรับบริการระดับปฐมภูมิของหน่วยบริการ นั้น ได้ปรับการจ่ายชดเชยด้วยวิธีเหมาจ่ายให้หน่วยบริการที่เป็นต้นแบบของหน่วยบริการปฐมภูมิ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 ที่ผ่านการรับรองเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิต้นแบบจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เบื้องต้นไม่เกิน 23 แห่ง ภายใต้วงเงินงบประมาณ 153 ล้านบาท ซึ่งหน่วยบริการที่ผ่านการรับรองจะได้รับงบประมาณ 7-10 ล้านบาท ส่วน บริการในหน่วยนวัตกรรม ทั้ง 7 ประเภท ก็ได้มีการปรับอัตราจ่ายให้เหมาะสมเช่นกัน ทั้งการปรับลดจำนวนครั้งเข้ารับบริการดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อยใน 4 หน่วยนวัตกรรม รวมถึงปรับอัตราจ่ายในรายการบริการที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีบริการสาธารณสุขที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ขับเคลื่อนผ่าน กปท. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนบริการจิตเวชเรื้อรังในชุมชน และการบำบัดยาเสพติดในชุมชนซึ่งจะเป็นการจ่ายแบบโครงการ” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า ส่วนค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว (LTC) ภายใต้ กปท. จะเปิดให้ท้องถิ่นสามารถร่วมสมทบงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการจ้างผู้ดูแล (Caregiver) โดยกำหนดโควตาจำนวน Caregiver ที่ท้องถิ่นสามารถจ้างได้ รวมถึงการเพิ่มเงื่อนไขเบิกจ่ายไม่ให้ซ้ำซ้อนกับบริการอื่น เช่น การดูแลประคับประคอง และการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Homeward) และที่สำคัญจะเพิ่มรูปแบบของสถานชีวาภิบาลแบบไม่พักค้าง หรือศูนย์เดย์แคร์ในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย

นพ.จเด็จ ยังระบุเพิ่มเติมในส่วนของบริการสร้างเสริมสุขภาพฯ ด้วยว่า จะเพิ่มบริการที่จ่ายชดเชยแบบโครงการ 2 รายการ ได้แก่ ธนาคารนมแม่ และบริการมิตรภาพบำบัด ขณะที่ในส่วนบริการสร้างเสริมสุขภาพฯ ตามรายการ ( P&P Fee schedule) มีการปรับปรุงรายเงื่อนไขการจ่ายชดเชยให้เหมาะสมทั้ง 28 รายการ เช่น บริการตรวจคัดกรองความผิดปกติทารกในครรภ์ด้วยวิธี NIPT แว่นตาเด็ก เป็นต้น นอกจากยังมีการเพิ่มรายการบริการในส่วนนี้ตามนโยบายอีกในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งต่อเนื่องมาจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ บริการตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือน การตรวจคัดกรองโรคออทิสติกด้วยเครื่องมือ TDAS รวมถึงบริการศูนย์ให้คำปรึกษาด้านจิตเวช

“ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สปสช. จะมีการจัดประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 3-4 โรงแรมเช็มทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมติดตามการชี้แจงได้ โดยจะมีการถ่ายทอดผ่าน FB Live : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อจะเป็นแนวทางดำเนินการให้กับหน่วยบริการในการดูแลประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทองในปีงบประมาณ 2569” นพ.จเด็จ กล่าว