เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากเหตุชายไฟลุกท่วมตัว ที่บริเวณถนนพหลโยธินหน้ากรมพัฒนาที่ดิน เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวมีประชาชนพบเห็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งภายหลังมีพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะ ซึ่งมีประชาชนสัญจรอยู่ในพื้นที่ในขณะนั้น กรมสุขภาพจิตจึงได้มอบหมายให้ทีม MCATT (Mental Crisis Assessment and Treatment Team) จากโรงพยาบาลศรีธัญญา และศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ลงพื้นที่ทันที เพื่อให้การดูแล เยียวยา และเฝ้าระวังภาวะสุขภาพจิตของครอบครัวผู้สูญเสีย ตลอดจนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงทางจิตใจ พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินการสำรวจและประเมินสถานการณ์โดยรอบ เพื่อให้ทราบว่ามีบุคคลใดประกอบอาชีพ อาศัยอยู่ หรือปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว และอาจได้พบเห็นเหตุการณ์หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม และให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับนิสิต กรมสุขภาพจิต จะประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมกันติดตาม เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ และจะดำเนินการอย่างเต็มกำลังในการดูแล ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กรมสุขภาพจิตขอเน้นย้ำว่า การเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจอาจก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล หรือความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ จึงไม่ควรเก็บความรู้สึกหรือปัญหาไว้เพียงลำพัง หากมีความทุกข์ใจควรขอรับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือผู้ให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสม” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว
ด้าน นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พฤติกรรมเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนถึงภาวะความเครียด หรือความไม่สงบทางอารมณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีแรงกดดันหรือเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในสังคม สิ่งเหล่านี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจจะนำมาซึ่งความสูญเสีย พฤติกรรมเช่นนี้ควรได้รับ
นพ.จุมภฏ กล่าวว่า การสังเกตและใส่ใจจากคนรอบข้าง แนะนำให้ประชาชนใช้หลัก “3 ส” ในการดูแลสุขภาพจิตของคนรอบตัว ได้แก่ 1.ใส่ใจรับฟัง ฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน 2.สอดส่องมองหา สังเกตพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง และ 3.ส่งต่อเชื่อมโยง หากพบสัญญาณความเครียด ควรส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากพบเห็นผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีแนวโน้มเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ผ่านสายด่วน 191 หรือสายฉุกเฉินการแพทย์ 1669 เพื่อให้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หรือหากผู้ที่กำลังเผชิญความเครียดหรือความรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ ไม่ควรเก็บปัญหาไว้เพียงลำพัง ควรมองหาทางออกด้วยการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อแบ่งเบาความทุกข์และหาทางแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับคำปรึกษาได้ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

