‘ตรีนุช’ สั่งเร่งแก้ปมขาดแคลนแรงงาน ขยายตลาด ตปท.เพิ่มสิทธิประกันสังคม อัพสกิลคนไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2569 ให้แก่ข้าราชการกระทรวงแรงงานทั่วประเทศ ทั้งแบบออนไซต์ และผ่านระบบ Video Conference ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไข คือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ผู้ประกอบการในไทยขาดแคลนแรงงานหลักแสนคน โดยกระทรวงแรงงานจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา โดยเรื่องนี้ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้แรงงานศรีลังกาเข้ามาทดแทนในระบบประมาณ 10,000 คน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว จำนวน 42,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

“อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์ ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน” น.ส. ตรีนุช กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาท เป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาท เป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น
“นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศ ที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติ และ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว” น.ส.ตรีนุช กล่าว
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และการตรวจสอบการเข้าซื้อตึก Skyy9 น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประเด็นการซื้อตึก Skyy9 นั้น เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สังคมมีความห่วงใย โดยรัฐบาลในชุดที่แล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการในการสอบวินัยในเรื่องของการลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนจะเข้ามาติดตามการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามระเบียบและมอบหมายให้คณะกรรมการฯ เร่งรัดการดำเนินการรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นโดยเร็วภายใน 1 สัปดาห์
“การทำให้ สปส. โปร่งใส เป็นโจทย์ของทางกระทรวงแรงงาน ที่จะต้องทำให้เป็นที่พึ่งพาและได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนและผู้ประกันตนให้มากที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า ส่วนกรณีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) แทนชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระนั้น ยืนยันว่า ในการคัดเลือกบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ จะมีการเลือกตั้งตามกรอบของกฎหมายเช่นเดิม และจะเดินหน้าตามไทม์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะมีปัจจัยภายนอกระดับประเทศที่ทำให้จำเป็นต้องเลื่อน
เมื่อถามถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศภายใน 4 เดือน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ได้ทราบมาว่ามีการปรับค่าจ้างถึง 2 ครั้งแล้วในปีนี้ และประเทศไทยเจอความท้าทายหลายเหตุการณ์มาก ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและแรงงาน โดยตนได้มอบหมายให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ค่าจ้าง (ไตรภาคี) เป็นผู้พิจารณาว่ามีความเหมาะสมอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการผู้ประกันตนและแรงงานสามารถอยู่รอดได้ นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงแรงงานยังตอบรับนโยบายคนละครึ่ง ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการดำเนินธุรกิจ และการใช้จ่ายของประชาชน โดยคาดว่า ผู้ประกอบการจะมีความต้องการจ้างงานเพิ่มขึ้น ในเรื่องการรองรับด้านแรงงานต่างๆ ก็คาดว่าจะต้องเพิ่มขึ้นตาม ตรงนี้จะเป็นโอกาสของทางกระทรวงแรงงาน ในการส่งเสริมการจ้างงาน การจับคู่ระหว่างสถานประกอบการและแรงงานให้เหมาะสม

