‘กสร.’ รับลูก ร่างกม.แรงงาน ลดชั่วโมงทำงาน-เพิ่มวันหยุด เตรียมทำคู่มือสื่อสาร สร้างความเข้าใจ

7.10.25 | 10:35 น.

‘กสร.’ รับลูกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ 2 ฉบับ ลดชั่วโมงทำงาน-เพิ่มวันหยุด เตรียมแผนจัดจัดทำคู่มือ-ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจร่วมกัน

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นางสาวสุนัน เพชรชู ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ดังกล่าว ซึ่งเสนอโดยสมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ได้ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

ร่างฯ ฉบับแรก เสนอโดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ส.ส.ชลบุรี เขต 8 พรรคประชาชน มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้เวลาทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จากเดิม 48 ชั่วโมง) เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์, ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วัน (จากเดิม 1 วัน) ระยะห่างกันไม่เกิน 5 วัน และแก้ไขสิทธิการลาพักผ่อนประจำปี โดยลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 10 วันทำงาน (จากเดิมทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดไม่น้อยกว่า 6 วัน)

ร่างฯ ฉบับที่สอง เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ มีสาระสำคัญ ได้แก่ กำหนดให้การจ้างงานมีความเท่าเทียมในทุกด้าน นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างเรื่องความพิการ เพศสภาพ ศาสนา ความเชื่อ หรือทัศนคติทางการเมือง ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากมาตรา 15 ที่มีอยู่เดิม อีกทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมที่ไม่มีกฎหมายกำหนด ได้แก่ ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน ไม่เกิน 3 วันต่อเดือน โดยไม่ให้ถือเป็นวันลาป่วยและไม่นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างลา, ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด ไม่เกิน 15 วันทำงานต่อปี กรณีที่ลาตั้งแต่ 5 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์หรือใบมรณบัตรของบุคคลที่ลาไปดูแล และการให้นมบุตรในที่ทำงาน กำหนดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ในช่วง 8 ชั่วโมงของการทำงาน ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีหลังคลอด

“การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและการทำงานที่เปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน สร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้แรงงานได้พักผ่อน ศึกษาต่อ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น ซึ่งในหลายประเทศก็มีแนวโน้มที่จะคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น โดยหากพิจารณาตามมาตรฐานกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศที่กำหนดโดย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ของไทยในปัจจุบันถือว่าสอดคล้องในหลายประเด็น เช่น ชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม สิทธิการลาประจำเดือน ยังไม่ถูกกำหนดในมาตรฐานสากล แต่บางประเทศก็มีการระบุไว้” นางสาวสุนัน กล่าว

Advertisement

ผู้ตรวจราชการกรมฯ กล่าวว่า สำหรับร่างฯ ทั้งสองฉบับ ทางกรมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เห็นว่าเป็นการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายโดยปกติ เพื่อให้สอดคล้องและเท่าทันต่อบริบทของโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาถึงความจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน ถือเป็นเรื่องที่ดี

“อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายย่อมส่งผลกระทบต่อนายจ้างและลูกจ้างในภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องต้นทุนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และการปรับตารางการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SME) มีข้อจำกัดทางด้านบุคลากร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กฎหมายได้รับการยอมรับและสามารถปฏิบัติได้จริง” นางสาวสุนัน กล่าว

นางสาวสุนัน กล่าวด้วยว่า หากร่างฯ ทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้จริง จะมีความท้าทายหลายประการ เช่น การตีความกฎหมาย การเพิ่มขึ้นของกรณีร้องเรียนแรงงาน การวางแผนการตรวจแรงงาน และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแก่นายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพพนักงานตรวจแรงงาน จัดทำคู่มือ คำชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยทุกครั้งที่มีกฎหมายใหม่หรือมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กรมฯ จะจัดทำคำชี้แจงและคู่มือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ นายจ้าง และลูกจ้างสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

นางสาวสุนัน กล่าวเพิ่มว่า กรมฯ ได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการแก้ไขร่างฯ หากมีผลบังคับใช้จริงทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดทำคำชี้แจง คู่มือแนวทางการปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ รวมถึงการประสานงานกับภาคเอกชน องค์กรนายจ้าง และสหภาพแรงงาน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ตลอดจนการตรวจแรงงาน โดยพนักงานตรวจแรงงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำข้อกฎหมาย ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งทางกรมฯ พร้อมที่จะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่สอดคล้องกันและการปรับตัวต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวสุนัน กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากผู้ใช้แรงงานมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 3