กินน้ำ 2 ลิตร ช่วยหรือไม่! แพทย์ แนะวิธีป้องกันไตเสื่อม เปิดลิสต์สมุนไพร เลี่ยงโซเดียม

10.10.25 | 22:58 น.

กินน้ำ 2 ลิตร ช่วยหรือไม่! แพทย์ แนะวิธีป้องกันไตเสื่อม เปิดลิสต์สมุนไพร ช่วยเลี่ยงโซเดียม

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ในรายการ Tuck Talk สัปดาห์นี้ เกี่ยวกับเรื่องการ หยุดไตเสื่อมก่อนสาย ฟื้นฟูไตได้จริง! ไม่ต้องฟอก ไม่ต้องผ่าตัด? เปิดเทคโนโลยีใหม่ครั้งแรกในไทย ความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคไต ช่วยชะลอความเสื่อม ฟื้นฟูการทำงานของไต กับ “หมอบุศรา เหล่าพัทรเกษม” แพทย์ผู้ชำนาญการใช้เครื่อง Shockwave ในการฟื้นฟูไต พร้อมไขทุกประเด็นที่คนเป็นโรคไตควรรู้ เพราะโรคไต ไม่ใช่จุดจบของชีวิต

โรคไตเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จริงไหม ต้องเรียนรู้กับการที่จะอยู่กับโรคไตอย่างไร ?

หมอบุศรา : จริงค่ะ ในเรื่องของอาหารการกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง หลักๆ เลยไตก็คือมีหน้าที่สำคัญในการที่คัดกรองของเสียออกจากเลือดทั้งในรูปแบบของยูเลียตินีนแล้วก็กรดยูริก รวมไปถึงควบคุมสมดุลของเกลือแร่แล้วก็น้ำในร่างกาย เพราะฉะนั้นอาหารการกินมันก็คือเป็นที่มาของตัวเกลือแร่ต่างๆเหล่านี้เลยทำให้เป็นสิ่งสำคัญที่คนที่เป็นโรคไตจะต้องควบคุมดูแลเป็นอย่างมากเลย

ต้องควบคุมมากที่สุดคือเรื่องความเค็ม ปริมาณโซเดียมต่อวัน ?

Advertisement

หมอบุศรา : ใช่ค่ะ ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน หรือแค่ 1 ช้อนชาเท่านั้น ซึ่งตัวโซเดียมก็คือที่เราพูดถึงอาหารรสเค็มมันก็คือตัวโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นเพียงแค่รูปแบบหนึ่งที่เราต้องจำกัด เพราะว่าลดการกินเค็ม ลดการปรุงรสโดยใช้แบบพวกซอสปรุงรสต่างๆ รวมไปถึงที่เราอาจจะไม่รู้ก็คือในพวกอาหารแปรรูป หรือว่าอาหารหมักดองอาหารเหล่านี้ก็คือมีพวกโซเดียมเพื่อช่วยให้คงสภาพของอาหารไว้ได้

ในการปรุงอาหาร เขาบอกว่าเกลือเค็มสุดจริงไหม ?

หมอบุศรา : จริงค่ะ ตัวเกลือก็คือเค็มสุดแล้วก็ตัวอื่นก็ลดหลั่น แต่ว่าถามว่าโซเดียมเยอะไหมก็คือเยอะเหมือนกันทั้งหมดเลยค่ะ

แล้วมีอะไรน้อยที่สุด ?

หมอบุศรา : อาจจะต้องหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบบพวกโซเดียมน้อย หรือว่าถ้าเกิดว่าเราไม่อยากใส่พวกซอสปรุงรสก็อาจจะหาเป็นสมุนไพรไทย อย่างเช่น ขิง ข่า ตะไคร้ หอมใหญ่ หอมแดง หรือว่า มะนาว พริกไทยดำ เอามาปรุงรสในอาหารแทนเพื่อให้แบบรสชาติอร่อยนิดหนึ่งโดยที่ไม่ต้องพึ่งโซเดียม

สมมุติว่าทานเค็มปกติแต่เราดื่มน้ำเยอะ วันหนึ่ง 2 ลิตรครึ่งขึ้นไป มันช่วยเดรนออกไปไหม ?

หมอบุศรา : ช่วยเลยค่ะ ซึ่งจริงๆ ที่บอกว่า 2 ลิตรครึ่ง ไม่ได้ถือว่าเยอะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เราควรจะกินให้ถึงต่อวันค่ะ ยิ่งถ้าเกิดว่าวันไหนที่เราไปกินชาบูหรือว่ากินเค็มมาก ก็ยิ่งควรจะต้องแบบดื่มน้ำตามเยอะๆ เพื่อจะได้ช่วยขับออกไปทางปัสสาวะ

โซเดียมมีหลายชนิดหลายประเภท นอกจากเกลือ นอกจากซอสปรุงรส อยู่ตรงที่อื่นอีกบ้างไหม ?

หมอบุศรา : มีอีกค่ะ โซเดียมแฝงเลยที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่ากินโซเดียมเข้าไปก็คือรูปแบบของโซเดียมไบคาร์บอเนตที่อยู่ในผงฟู ที่เราเอามาใช้ในการทำเบเกอรี่ขนมปัง บางคนอาจจะคิดว่าฉันกินเบเกอรี่ กินขนมปัง ฉันไม่ได้กินเค็มแต่จริงๆ แล้วมันก็มีโซเดียมเยอะเหมือนกัน กับอีกอันหนึ่งด้วยก็คือนมไข่มุก

นอกจากโซเดียม โพแทสเซียมก็มีเหมือนกันที่เราต้องระวัง ?

หมอบุศรา : อย่างที่บอกไปว่าไตเราเหมือนกับต้องคัดกรองหรือว่าควบคุมสมดุลพวกเกลือแร่ รวมไปถึงทั้งแบบโปแทสเซียมแล้วก็ฟอสฟอรัส

โพแทสเซียมที่ว่าจะอยู่ในผักผลไม้ ผักผลไม้ไรบ้างที่ควรไม่ควรสำหรับคนเป็นโรคไต ?

หมอบุศรา : จะมีหลายอย่างแต่ว่าก็อยากจะให้จำง่ายๆ โปแทสเซียมก็คือเหมือนเวลาที่เราปลูกผักต่างๆ เราต้องใส่ปุ๋ยที่มันเร่งใบเร่งดอกที่มีโพแทสเซียม จำง่ายๆ คือผักกลุ่มที่มีใบสีเขียวเข้ม หรือว่าพวกผักหัว เช่น ผักโขม ผักคะน้า มันฝรั่ง แครอท อาโวคาโด ซึ่งผักกลุ่มนี้จะมีโพแทสเซียมที่สูง ถ้าเกิดว่าในกลุ่มคนที่ยังไม่ได้เป็นโรคไตก็ยังทำงานกรองโพแทสเซียมออกไปทางปัสสาวะได้ก็ยังทานได้ปกติ แต่ว่าถ้าเกิดว่าเราเริ่มเป็นไตเสื่อมระยะ 2 ระยะ 3 ก็อาจจะต้องระมัดระวัง ถ้าพูดถึงผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก ทุเรียน น้ำส้ม แต่อย่างที่บอกไปคือไม่ใช่ว่าห้าม กินได้แต่ในปริมาณที่น้อย

ผักผลไม้อะไรที่มีโพแทสเซียมต่ำ ที่พอจะทานได้ ?

หมอบุศรา : แตงกวา ผักกาดขาว อันนี้ในกลุ่มของผัก ถ้าพูดถึงผลไม้ที่โปแทคสเซียมต่ำ เช่น แอปเปิ้ล องุ่น สับปะรด แตงโม ลิ้นจี่ แก้วมังกร สามารถทานได้

มีโพแทสเซียม มีโซเดียม แล้วฟอสฟอรัส ?

หมอบุศรา : คนเป็นโรคไตต้องระมัดระวังเรื่องฟอสฟอรัส เพราะว่าไตไม่สามารถที่จะขับฟอสฟอรัสออกไปทางปัสสาวะได้ อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงเป็นสิ่งที่เรากินกันบ่อยๆเลย คือ นมวัว ชีส โยเกิร์ต ธัญพืช ข้าวกล้อง ควรกินเป็นข้าวขาวธรรมดา

โปรตีนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนกังวลโดยเฉพาะคนเป็นโรคไตเขาบอกว่าให้เลี่ยงเนื้อแดงจริงไหม ?

หมอบุศรา : สำหรับคนที่ที่เป็นโรคไตนะคะจริงๆ ก็แนะนำให้ทานโปรตีน 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน ถ้าน้ำหนัก 50 ก็อาจจะกินได้สัก 30-40 กรัมต่อวัน ส่วนเนื้อแดงก็อาจจะต้องแบบหลีกเลี่ยง ต้องกินเป็นพวกปลาทะเล ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาโอ หรือว่าจะเป็น เนื้อไก่ อกไก่

เดี๋ยวนี้คนจะเน้นกิน Plant-Based โปรตีนจากพืช คนเป็นโรคไตถ้าให้แนะนำโปรตีนจากพืชหรือโปรตีนจากสัตว์ ?

หมอบุศรา : ตอนนี้ Plant-Based ก็มาแรงนะคะ ถ้าเกิดว่าคนไข้ที่เป็นโรคไตยังไม่ได้ฟอกไตก็อาจจะแนะนำเป็นโปรตีนจากพืชมากกว่า เพราะว่าโปรตีนจากพืชก็คือมีกากใยแล้วพอย่อยเป็นของเสีย อาจจะมีตัวพวกยูเรียน้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งโปรตีนจากสัตว์มีกรดอะมิโนที่ครบถ้วนแต่ว่าพอเวลาที่ย่อยไปแล้วมันก็จะมีของเสียพวกยูเรียเยอะก็เลยอาจจะทำให้ต้องระวังมากกว่าตัวโปรตีนจากพืช แต่ถ้าเกิดว่าคนไข้ที่ฟอกไตไปแล้วก็ยิ่งต้องการโปรตีนเยอะกว่าคนที่ยังไม่ได้ฟอกอย่างที่บอกไปก็อาจจะเน้นเป็นโปรตีนจากสัตว์ เพราะว่าให้พลังงานแล้วก็ให้กรดอะมิโนที่ครบถ้วนกว่า แล้วก็พอไปฟอกไตก็จะได้ยังมีพลังงาน

การดื่มน้ำคนปกติเราดื่มน้ำเต็มที่อยู่แล้ว แต่คนเป็นโรคไตต้องจำกัดปริมาณน้ำแค่ไหน ?

หมอบุศรา : ถ้าเกิดว่าคนปกติหรือว่าคนเป็นโรคไตระยะต้นๆ ระยะ 2 ระยะ 3 ที่ยังสามารถขับออกมาเป็นปัสสาวะไปได้ ก็แนะนำว่าให้ทานน้ำในปริมาณที่เหมือนกับคนปกติเลย ก็คือ 2 ลิตร 2.5 ลิตร เพราะว่าน้ำที่เรากินก็เหมือนกับมันก็ต้องส่งไปกรองเลือดที่ไตเพื่อขับออกมาเป็นปัสสาวะ ถ้าเกิดว่าเรากินน้ำน้อยบางคนไปออกกำลังกายเสียเหงื่ออีก ก็จะยิ่งทำให้อาจจะเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันขึ้นมาได้ ถ้าเกิดว่าในคนที่เริ่มเป็นโรคไตระยะท้ายที่ไตไม่สามารถกรองออกมาเป็นปัสสาวะได้ก็จะต้องจำกัดปริมาณน้ำ บางคนอาจจะไม่เกิน 1 ลิตรต่อวัน เพราะเขาไม่สามารถที่จะขับน้ำออกไปได้ ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นภาวะน้ำท่วมปอดกันได้

คนเป็นโรคไตเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน ?

หมอบุศรา : ถ้ายังอายุน้อยๆ แนะนำให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง อย่างน้อยสัก 30-50 นาทีต่อวัน หรืออย่างน้อยให้รวมๆ 150 นาทีต่อสัปดาห์

นอกจากปรับอาหารแล้ว เรื่องของไลฟ์สไตล์แล้ว ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นการช่วยฟื้นฟูไตด้วย ?

หมอบุศรา : ตอนนี้ก็มีเทคโนโลยีใหม่ก็คือ Shockwave ที่ช่วยในการฟื้นฟูไต ซึ่งจริงๆ ตัว Shockwave ไม่ได้เป็นเทตโนโลยี่ที่ใหม่มีการใช้มานานแล้ว ก่อนหน้านี้ใช้ในการสลายนิ่วแต่อันนั้น Shockwave จะเป็นที่พลังงานสูงมากซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อไตบางส่วนเสียหายได้ ในปัจจุบันก็จะมีการนำ Shockwave พลังงานต่ำมาใช้ในการรักษาในการปวดเหมื่อยกล้ามเนื้อ รักษาการปวดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ รวมถึงการรักษาคนที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย

ซึ่งตอนนี้ก็มาช่วยในการฟื้นฟูไตได้ ใช้วิธีการยังไง ?

หมอบุศรา : Shockwave ถ้าเราเรียกภาษาไทยก็เป็นคลื่นกระแทกที่จะให้พลังงานผ่านตัวหัวของ Shockwave โดยที่รักษาแต่ละจุดของร่างกาย จะมีตัวหัวของ Shockwave ที่ต่างกันเพื่อมุ่งไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่แตกต่างกัน ซึ่งปัจจุบันนำมาใช้ในการรักษาฟื้นฟูไตจะมุ่งเป้าไปยังไตโดยเฉพาะ โดยการที่ใช้เหมือนเครื่องอัลตร้าซาวด์ตรงช่องท้อง หาตำแหน่งของไตก่อน เพื่อที่จะได้ยิง Shockwave ไปยังไตได้อย่างแม่นยำ แล้วก็จะมีการมาร์กจุดตรงบริเวณเนื้อไต รวมไปถึงเส้นเลือดแล้วก็เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงไต ทั้งหมด 8 จุด ซึ่งตัว Shockwave จะช่วยชะลอความเสื่อมของไต โดยการที่ไปกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ แล้วก็ทำให้เส้นเลือดบริเวณใกล้เคียงขยายตัว จะทำให้มีเลือดมาไหลเวียนบริเวณตรงนั้นได้ดีขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับนะคะ ที่เขาทำงานวิจัยร่วมกับเมโยสถาบันที่ทำการทดลองของอเมริกาทำการวิจัยในคนแล้วก็คือได้ผลการรักษาที่ดี นอกจากนี้ก็คือยังได้รับการอนุญาตให้ใช้ในประเทศชั้นนำในยุโรป เช่นเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ มีใบอนุญาตที่ให้สามารถใช้เครื่องนี้ได้

คนเป็นโรคไตระยะไหนถึงจะให้ใช้เครื่อง Shockwave ?

หมอบุศรา : ในงานวิจัยที่เค้าทำก็จะแนะนำในคนที่เป็นระยะ 3 ระยะ 4 ที่ยังไม่ฟอก เพราะเราต้องการที่จะชะลอความเสื่อมแล้ว ก็ฟื้นฟูไตเพื่อไม่ให้เข้าสู่ระยะฟอกไต แต่ถ้าบางคนที่เป็นระยะ 5 แต่ยังไม่ได้ฟอกไตจริงๆ ก็สามารถทำได้อยู่คือชะลอให้เข้าสู่การฟอกไตให้ช้าที่สุด Shockwave ไม่ได้เป็นแบบทดแทนการฟอกไตเพราะฉะนั้นถ้าใครที่ฟอกไตไปแล้วก็ยังต้องฟอกไตตามนัดตามปกติ ตัว Shockwave แนะนำให้ทำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งทำ 6 ครั้งสามารถที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตไปได้ 1 ปี