หมอชี้ นิ่วในถุงน้ำดีหนุ่มเวียดนาม ไม่เกี่ยวกับการกินไข่ แต่มาจากการอดอาหาร-ลดน้ำหนักเร็วมาก
จากกรณีข่าวชายหนุ่มชาวเวียดนามวัย 23 ปี ที่ตรวจพบ “นิ่วในถุงน้ำดีจำนวนมาก” และมีการระบุเบื้องต้นว่าเกิดจากการกินไข่ทุกวันเพื่อลดน้ำหนักนั้น
วันที่ 15 ตุลาคม นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจ และนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ ยืนยันในเพจ ฟิตร่าง สร้างสุขภาพ กับหมอฆนัท ระบุว่า
สาเหตุหลักไม่ได้มาจากไข่ แต่เกิดจาก “การลดน้ำหนักเร็วเกินไป” และ “การอดอาหารนานเกินไป” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี
โดย กลไกการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีจากการลดน้ำหนักเร็วเกินไปเนื่องมาจาก 1. ภาวะน้ำดีคั่งจากการอดอาหาร (Bile Stagnation) สาเหตุมาจากการอดอาหารนาน รวมถึงการทำ IF ที่มีช่วงอดยาว ทำให้ถุงน้ำดีไม่บีบตัวปล่อยน้ำดีออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้น้ำดีคั่งค้างและเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การตกตะกอนของคอเลสเตอรอลจนกลายเป็นนิ่ว
“มีหลักฐานวิจัยจากวารสาร Gut เมื่อปี 1980 รายงานว่า การอดอาหารต่อเนื่อง 10-20 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อตัวของนิ่วในถุงน้ำดีได้” นายแพทย์ฆนัท ระบุ
สาเหตุที่ 2.การหลั่งคอเลสเตอรอลสูงจากการสลายไขมันเร็ว (Cholesterol Hypersecretion) เมื่อร่างกายลดน้ำหนักเร็วเกินไป จะเร่งสลายไขมันสะสม ทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากเกินกว่าที่น้ำดีจะละลายได้ ส่งผลให้น้ำดีเกิดภาวะ “อิ่มตัวของคอเลสเตอรอล” จนนำไปสู่การตกผลึกอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ มีรายงานจาก Mount Sinai และ NIDDK พบว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบจำกัดแคลอรีอย่างเข้มงวดมีความเสี่ยงเกิดนิ่วเพิ่มขึ้นถึง 10-12% ภายใน 8-16 สัปดาห์ โดยเฉพาะผู้ที่ลดน้ำหนักเกิน 1.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
สำหรับ แนวทางลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี นััน นพ.ฆนัท แนะนำว่า การลดน้ำหนักที่ดีควรเน้น “ยั่งยืนและมีสมดุล” โดย ควบคุมอัตราการลดน้ำหนัก เป้าหมายปลอดภัยคือ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ กระตุ้นถุงน้ำดีด้วยไขมันดี ระหว่างช่วงกินของการทำ IF ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือถั่ว เพื่อช่วยให้ถุงน้ำดีบีบตัวและลดการคั่งของน้ำดี ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้หญิง อายุเกิน 40 ปี หรือผู้ที่เคยมีประวัตินิ่ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลดน้ำหนักเร็ว เพื่อพิจารณาการใช้ยาป้องกันนิ่วตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
สรุปได้ว่า “ไข่ไม่ใช่ผู้ร้าย” แต่การอดอาหารและลดน้ำหนักเร็วเกินไปต่างหาก ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี การลดน้ำหนักจึงควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

