‘พัฒนา’ เผยผลถก สธ.-สปสช. ร่วมหาแนวทางแก้ปมงบรักษาไม่พอ และใช้เป็นฐานขอเพิ่มปีต่อไป

21.10.25 | 20:10 น.

‘พัฒนา’ เผยผลถก สธ.-สปสช. ร่วมหาแนวทางแก้ปมงบรักษาไม่พอ และใช้เป็นฐานขอเพิ่มปีต่อไป

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่า เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) ได้เชิญ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข ซึ่งทุกฝ่ายมีเจตนาตรงกันคือเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน และต้องการให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดของ สธ. และ สปสช. นั้นถือเป็นเรื่องดีที่ควรรักษาไว้ แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ วัยทำงานลดลง เป็นต้น โดยที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่างบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรสะท้อนภาระจริงที่เพิ่มขึ้น

นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับประเด็นงบผู้ป่วยในที่ไม่เพียงพอนั้น สาเหตุหนึ่งคือมีการบริการผู้ป่วยมากกว่าที่ สปสช. คาดการณ์ไว้ จึงทำให้งบประมาณที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปการว่าทั้ง 2 หน่วยงานต้องมีกลไกหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่องและต้องทราบข้อมูลเท่าๆ โดยจะมีการสื่อสารทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลเพื่อให้ทราบข้อมูลเรื่องงบประมาณ แนวทางการบริหาร และการดำเนินการกรณีที่ให้บริการรักษาผู้ป่วยไปแล้วแต่งบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งนี้ มองว่าสิทธิบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกที่นั้น เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทย เป็น Safety Net หรือตาข่ายความปลอดภัยที่รองรับด้านสุขภาพของประชาชนไว้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพราะต้องการทำให้ระบบดีขึ้นและยั่งยืน บรรยากาศการหารือจึงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งหลังจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะหารือแนวทางการบริหารงบปี 2569 และเตรียมเสนอของบประมาณในปี 2570 ร่วมกันต่อไป ส่วนงบประมาณปี 2568 ที่ของบกลางเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่เพียงพอนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ครม.

ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า การบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 หลังจากนี้ สธ. และ สปสช. จะทำงานกันอย่างใกล้ชิด ต้องรู้ข้อมูลเท่าๆ กัน โดยช่วงต้นปีงบประมาณจะมีการตกลงกับโรงพยาบาลเรื่องงบประมาณที่ได้รับ แนวทางการบริหารจัดการงบประมาณที่เป็นแบบปลายปิดเพื่อดูต้นทุนและประสิทธิผลของบริการ ซึ่งหลักๆ จะแยกเป็น 4 กองทุนย่อย คือ กองทุนผู้ป่วยนอก (OP) กองทุนผู้ป่วยใน (IP) กองทุนสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) และกองทุนบริการกรณีเฉพาะ (CR) โดยในส่วนของการบริหารเป็นงบประมาณปลายปิดของแต่ละกองทุนอย่างแท้จริง ซึ่งในส่วนของงบประมาณผู้ป่วยในที่มีประเด็นทุกปีว่าไม่พอนั้น ในปีงบประมาณ 2569 สธ. และ สปสช. จะระบุตัวเลขค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลได้รับทราบอัตราพื้นฐาน และ สปสช.ดำเนินการจ่ายตามนั้น เมื่อใกล้ปิดปีงบประมาณ หากงบประมาณเหลือไม่พอจ่ายตามอัตราที่ตกลงไว้ ให้แจ้งโรงพยาบาลทราบข้อมูลและแนวทางที่จะเพิ่มเติมงบประมาณให้เพียงพอ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ในปีงบประมาณถัดไป สปสช. มีข้อมูลการให้บริการที่ชัดเจน และใช้เป็นฐานในการของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้โรงพยาบาลบริการผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช. ขอบคุณรัฐมนตรีว่าการ สธ. และปลัด สธ. เกี่ยวกับข้อเสนอแนะการทำงานร่วมกัน ในส่วนของ สปสช. นั้น ยอมรับว่าการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมามีปัญหาจริง และอาจจะมีหลายด้านด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะจากความร่วมมือกับ สธ. และภาคส่วนอื่นๆ เพื่อบริหารจัดการร่วมกัน โดยในการบริหารงบประมาณปี 2569 นี้ ต่อไปจะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะงบผู้ป่วยใน หากการให้บริการเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะมีการจัดการอย่างไร รวมถึงการปรับระบบให้บริหารอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น โปร่งใสและตรวจสอบได้ และจะมีการจัดทำข้อมูลเชิงหลักฐานที่ได้จากการให้บริการของ สธ.เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบในการจัดทำคำของบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปีงบประมาณ 2570 ที่สะท้อนต้นทุนและประสิทธิผลของการให้บริการต่อไปด้วย

Advertisement

“สำหรับงบผู้ป่วยในปี 2568 นั้น เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแล้ว สปสช. จะนำเข้าสู่บอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดสรรต่อไป ในส่วนของการโอนงบประมาณให้กับโรงพยาบาลนั้น ในช่วงนี้เป็นช่วงของการปิดปีงบประมาณ สปสช. ได้โอนให้โรงพยาบาลตามรอบปกติ และจะมีการสื่อสารตรงให้โรงพยาบาลได้รับทราบในแต่ละรายการต่อไปด้วย” นพ.จเด็จ กล่าว