สปสช.จ่อชง 6 ข้อ แก้ปมค้างจ่าย รพ.เข้าบอร์ด 3 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการหารือร่วมกันระหว่าง สปสช. และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมีผู้แทนชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด มีรองปลัด สธ. และรองเลขาธิการ สปสช. เป็นประธานร่วมกัน ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตามแนวทางที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้ให้แนวทางไว้ร่วมกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ.นั้น ในส่วนที่เป็นข้อสรุปทั้ง 6 ข้อ ตนได้รับทราบรายงานการประชุมดังกล่าวแล้ว และจะรับไปดำเนินการต่อ โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้
“ในส่วนที่ทำได้เลยคือ การยกเลิกการคำนวณแบบ Re-run ย้อนหลังสำหรับการจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในของโรงพยาบาล (รพ.) ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2567 – 31 กรกฎาคม 2568 ซึ่ง สปสช. จะเตรียมข้อมูลเพื่อดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของ รพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ในส่วนเดือนที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 สปสช. จะแสดงตัวเลขค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ที่แท้จริง และการจ่ายเงินให้ รพ.ตามตัวเลขนั้น” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สำหรับการแสดงวงเงินคงเหลือปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในทุกกองทุนนั้น สปสช. จะทำงานร่วมกับ สธ.และหน่วยบริการสังกัดอื่นด้วย เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลและตัดสินใจดำเนินการร่วมกัน โดยหลังจากนี้ สธ. และ สปสช.นัดหารือครั้งต่อไปในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ในส่วนของงบกลางที่อยู่ในขั้นตอนการของบประมาณกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น เมื่อได้รับมา หลักการหลังจากนี้จะหารือการจัดสรรร่วมกัน รวมไปถึงประเด็นว่า หลังจากนี้จะมีการสร้างข้อตกลงร่วมกัน หากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สปสช. จะต้องหารือกับ สธ.ก่อนเพื่อตัดสินใจร่วมกัน
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ยอมรับว่า ที่ผ่านมายังมีบางจุดที่ สปสช. บริหารและเกิดความไม่เข้าใจกันในบางประเด็น โดยเฉพาะงบปลายปิดกองทุนผู้ป่วยใน ที่มีผลงานการบริการมากกว่าเป้าหมาย ทำให้งบไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับรัฐมนตรีว่าการ สธ. และปลัด สธ.เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้โดยกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้ สปสช. ก็จะเดินหน้าตามหลักการนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ข้อสรุปเป็นมติใน 6 ประเด็นที่เห็นร่วมกัน ประกอบด้วย 1. ยกเลิกการ Re-run สำหรับการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในของ รพ.ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2567 – 31 กรกฎาคม 2568
2. สปสช. จะแสดงวงเงินคงเหลือปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในทุกกองทุน เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือมาบริหารจัดการ 3. คำนวณการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพื่อจ่ายทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย ยอดบริการรักษาพยาบาล ช่วงวันที่ 1 สิงหาคม – วันที่ 15 กันยายน 2568 ในอัตรา 8,350 บาทต่อ AdjRW รวมถึงการจ่ายชดเชยค่าบริการจากกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนบริการกรณีเฉพาะ (CR) กองทุนบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) ของภาครัฐ
4. จัดสรรเงินคงเหลือทั้งหมดเพื่อจ่ายชดเขยค่ารักษาพยาบาลให้หน่วยบริการเท่าที่จ่ายได้ โดยที่เหลือเป็นการเตรียมการจ่ายเงินชดเชยที่คงเหลือ 5. แสวงหางบประมาณเพิ่มเติม โดยรองบกลางจากรัฐบาลเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้พิจารณานำงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 มาชดเชยให้ครบถ้วน และ 6. สร้างข้อตกลงร่วมกัน ระหว่าง สปสช. และ สธ. ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินชดเชยใดๆ โดย สปสช. จะหารือกับกองเศรษฐกิจสุขภาพฯ และตัวแทนผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนดำเนินการ

วันเดียวกัน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ และโฆษก สปสช.กล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวการร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ของ รพ.เอกชนที่ระบุว่า ปัจจุบันมี รพ.เอกชนเพียง 10 แห่ง จากจำนวน 400 แห่งทั่วประเทศ ที่ร่วมให้บริการประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองนั้น สปสช. ขอเรียนว่าข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนอย่างมาก ปัจจุบันมี รพ.เอกชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกประเภท 290 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น รพ.เอกชน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ประจำ และรับส่งต่อซึ่งถือเป็น รพ.ประจำตัวของผู้ป่วย 22 แห่ง
“นอกจาก รพ.เอกชนแล้ว ยังมีสถานพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ 7 ประเภท อีกจำนวน 13,493 แห่ง ได้แก่ คลินิกเวชกรรม 887 แห่ง คลินิกทันตกรรม 1,913 แห่ง ร้านยา 3,900 แห่ง คลินิกการพยาบาล 5,489 แห่ง คลินิกแพทย์แผนไทย 710 แห่ง คลินิกกายภาพบำบัด 370 แห่ง และคลินิกเทคนิคการแพทย์ 224 แห่ง นอกจากนั้นยังมีคลินิกชุมชนอบอุ่นอีก 227 แห่งที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วย”อทพ.อรรถพร กล่าวและว่า สำหรับข้อมูลที่ปรากฏข้างต้นนี้ สะท้อนว่า ยังมีสถานพยาบาลเอกชนที่ยังร่วมให้บริการกับ สปสช. อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ รพ.เอกชนไม่ได้ลดลงเหลือเพียง 10 แห่ง ตามที่มีการนำเสนอข่าว
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า อย่างไรก็ดี สปสช. มีความเข้าใจดีว่า ในช่วงเวลานี้การบริหารของ สปสช. กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในกระแสข่าวที่สื่อให้ความสนใจอย่างมาก ดังนั้น หากปรากฎข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน สปสช. ต้องขอชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้รับทราบและขอความเป็นธรรมในข่าวที่เกิดขึ้นเช่นกัน และขอให้ร่วมเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงนี้ด้วย

