กก.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพฯ เห็นชอบ 2 ร่างประกาศสำคัญดูแลสุขภาพแรงงาน

27.10.25 | 13:24 น.

กก.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพฯ เห็นชอบ 2 ร่างประกาศสำคัญดูแลสุขภาพแรงงาน

วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 3/2568 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งออนไซต์และออนไลน์

นายพัฒนา กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 2 ประเด็น คือ 1.ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม เรื่อง ประเภท ขนาด และลักษณะของแหล่งกำเนิดมลพิษ และประเภทหรือกลุ่มของประชาชนที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …(กรณีฝุ่น PM2.5) ซึ่งกำหนดประเภทและขนาดของแหล่งกำเนิดมลพิษ เป็น 12 ประเภท และแบ่งกลุ่มประชาชนที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษออกเป็น บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ หญิงตั้งครรภ์ หรือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป บุคคลซึ่งมีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด และกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

Advertisement

และ 2.แนวปฏิบัติการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพในกลุ่มแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง ภายใต้กฎกระทรวงการตรวจสุขภาพของแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2567 ซึ่งปัจจุบัน มีแรงงานนอกระบบกลุ่มเสี่ยง 5 โรค ที่ควรได้รับการดูแลตามมาตรา 27 จำนวน 5,376,542 คน ประกอบด้วย โรคหรืออาการสำคัญของพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช 5,281,220 คน โรคจากแอสเบสตอส หรือโรคมะเร็งจากเอสเบสตอส 60,029 คน โรคจากฝุ่นซิลิกา 2,072 คน โรคพิษตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว 12,642 คน และโรคจากภาวะอับอากาศ 17,579 คน โดยได้มอบฝ่ายเลขาฯประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนให้เกิดสิทธิประโยชน์ในการตรวจสุขภาพให้กับกลุ่มแรงงานที่ไม่มีนายจ้างต่อไป

นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อสุขภาพของประชาชน ในปี 2569 ได้กำหนด 4 มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค กรณีฝุ่น PM2.5 ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังโรคจากการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 2.การจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม ของหน่วยบริการสุขภาพ 3.สร้างความรอบรู้และสื่อสารความเสี่ยง และ 4.ขับเคลื่อนกฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรการภายใต้การประกาศเขตพื้นที่ฯ ทั้งการลดการสัมผัส การสื่อสารความเสี่ยง การเฝ้าระวังเชิงรุก/เชิงรับ และการแจ้งระบบรายงานและการสอบสวนโรค