กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพย้ำสิทธิ ‘บัตรทอง’ คือพื้นฐาน รพ.อย่ามองกำไร-ขาดทุน 

27.10.25 | 14:29 น.

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพย้ำสิทธิ ‘บัตรทอง’ คือพื้นฐาน รพ.อย่ามองกำไร-ขาดทุน 

วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) ที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (สลัมสี่ภาค) กรุงเทพมหานคร กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จัดแถลงข่าวและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น “การขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพให้ยั่งยืน” โดยมี นายนิมิตร์ เทียนอุดม ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผู้ป่วยเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นายสมชาย กระจ่างแสง หนึ่งในภาคประชาชน และคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร และ นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

นายสมชาย กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา เกิดกระแสความกังวลเกี่ยวกับสถานะของระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งปัญหาการขาดทุนของโรงพยาบาลบางแห่ง การถอนตัวของหน่วยบริการปฐมภูมิ และปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ยังประสบกับอุปสรรคบางประการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและทำให้เกิดกระแสข่าวเรื่องการ “ร่วมจ่าย” ดังนั้น กลุ่มคนรักหลักประกันฯ จึงจำเป็นต้องออกมาแสดงจุดยืน พร้อมชี้แจงรายละเอียดปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสมชาย กล่าวว่า โรงพยาบาล (รพ.) สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีอยู่ 902 แห่ง ได้ทำบัญชีออกมาแล้วในสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2568 พบว่า รพ.ที่มีสถานการณ์ทางการเงินติดลบ 58 แห่ง โดยต้องพิจารณาสาเหตุของการขาดทุนใน รพ.เหล่านั้น เช่น การตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร หรือปัญหาการบริหารจัดการที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน

Advertisement

ด้านนายนิมิตร์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะสื่อถึงประชาชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ คือ ระบบนี้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพฯ ไม่สามารถล้มเลิกได้ ยืนยันว่า ประชาชนยังคงใช้สิทธิได้เหมือนเดิมและต้องไม่มีการร่วมจ่ายตามระเบียบ หากผู้ใดไปใช้บริการและถูกสถานพยาบาลให้ร่วมจ่าย สามารถติดต่อไปที่หมายเลข 1330 หรือไปยังศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองกว่า 100 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่พร้อมจะช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งพา

“ขณะนี้ รพ.ทุกแห่ง ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวไปแล้วงวดแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยจ่ายให้ทุก รพ. ร้อยละ 50 ฉะนั้น รพ.จะมีเงินต้นทุนอยู่แล้วสำหรับใช้จ่าย หลังจากนั้น ไตรมาสที่ 2 จะได้งบเพิ่มอีกร้อยละ  45 รวมเป็น ร้อยละ 95 เท่ากับ รพ.มีกระแสเงินสดหมุนเวียน ซึ่งเหลืออีกร้อยละ 5 จะให้ในไตรมาสที่ 3 ฉะนั้นยืนยันว่าหน่วยบริการได้เงินแน่ ส่วนในกรณีที่ออกมาร้องเรียนว่าขาดทุนนั้น มีปัญหา คือ กรณีผู้ป่วยใน โดยที่ รพ.จะได้เงินก็ต่อเมื่อให้การรักษา และจะได้เงินตามความยากง่ายหรือซับซ้อนของโรคนั้น” นายนิมิตร์ กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวว่า ในส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรือยามะเร็งที่ราคาสูง มีการตั้งงบไว้อยู่แล้ว เพื่อจะต่อรองตรงกลางเพื่อให้ รพ.ไหนที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์แพทย์ที่แพง สามารถเบิกไปใช้บริการได้ เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าระบบมีการออกแบบที่จะการันตีว่าโรคเฉพาะทาง หรือยาราคาแพง จะถูกตั้งงบไว้ตรงกลางเพื่อดูแลประชาชนและไม่ให้โรงพยาบาลเดือดร้อน ให้หน่วยบริการสามารถอยู่ได้ จะไม่เหมือนบริษัทที่ตั้งมาเพื่อทำกำไรถ้าเจ๊งอาจจะยกเลิกได้

“สิ่งที่อยากจะสื่อสารกับผู้บริหาร รพ.ทุกแห่ง ว่า บริการด้านสาธารณสุขถือเป็นบริการที่มีความสำคัญมากและเป็นบริการของรัฐที่เราจะต้องจัดทำไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน โดยหลักการรัฐมีความจำเป็นต้องจัดบริการให้ประชาชน ฉะนั้น ไม่ควรคิดเรื่องกำไรขาดทุน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พื้นที่เล็กหรือใหญ่ รัฐจะต้องจัดให้มีหน่วยบริการทุกแห่ง ทุกอำเภอ ทั่วประเทศ ทุกตำบลมีหน่วยบริการ หรือที่เรียกว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่” นายนิมิตร์ กล่าวและว่า ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นระบบของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนจน ดังนั้น ช่วยกันดูแลว่าจะทำให้ระบบนี้ไปต่อได้อย่างไร ระบบนี้ยังมีปัญหาอยู่อีกมาก อยากเรียกร้องให้ทุกหน่วยบริการช่วยแก้ปัญหา งบที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พอ ฉะนั้น ต้องหารือว่าเท่าไรถึงจะพอ เพื่อจะทำให้ระบบเดินไปข้างหน้าให้ได้ สำนักงบประมาณ เข้าใจระบบดีพอสมควร เพราะนั่งอยู่ในบอร์ด สปสช. และเป็นคนช่วยคิดจะจัดสรรงบอย่างไร ฉะนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดูแลและปกป้อง ที่ลุกขึ้นมาพูดวันนี้ ไม่ใช่เพื่อปกป้อง สปสช.แต่มาเพื่อให้สิทธิประโยชน์นี้อยู่กับคนไทยไปตลอด

ขณะที่ นายธนพลธ์ กล่าวว่า ในฐานะกลุ่มผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูง ในระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ใช้สิทธิในหลักระบบประกันสุขภาพ สิ่งที่มองเห็นคือ 1.สิทธิระบบหลักประกันทำให้คนไทย 48 ล้านคน สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างถ้วนหน้า เช่น การส่งเสริมป้องกัน การคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา การเข้าถึงยา รวมถึงการประคับประคอง และระบบการส่งต่อ 2.หัวใจหลักคือ ระบบนี้ช่วยป้องกันการล้มละลายจากการรักษาพยาบาล ตนเองป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายค่าใช้จ่ายในอดีตจนถึงปัจจุบันใช้เงินหลักล้าน ตนใช้เงินรักษาปีละ 2 แสนบาท และอีกส่วนคือ กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นเอชไอวี ปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 500,000 ราย สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างถ้วนหน้า รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากกว่า 14 ล้านคน เข้าถึงบริการ นี่คือข้อดีของระบบหลักประกันสิ่งที่มองเห็น

นายธนพลธ์ กล่าวว่า เรื่องร่วมจ่าย มองว่าเป็นสิ่งสำคัญทำให้ระบบนี้ไม่เท่าเทียมสร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้น ถ้าร่วมจ่ายจากที่ป่วยเล็กๆน้อยๆอาจจะทำให้ประชชาชนไม่ไป รพ. เพราะอาจจะทำให้เสียเงิน จึงอาจจะทำให้ผู้ป่วยไป รพ.ในวันที่มีอาการแย่มากขึ้น ฉะนั้น จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาอาจสูงขึ้นด้วย ส่วนกรณี รพ.ขาดทุน คลินิกออกมาพูดว่าขาดทุนนั้น อยากให้ทุกคนมาพูดคุยและเปิดข้อเท็จจริงกันว่า ขาดทุนเพราะอะไร อย่างในบอร์ด สปสช.มีทุกภาคส่วนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่แล้ว ต้องมีการพูดคุยหารือปัญหากันว่าเกิดอะไรขึ้น เราควรจะบริหารอย่างไร หรือควรเติมงบด้านไหนถึงจะเพียงพอ ต้องเอาข้อมูลและข้อเท็จจริงมาหารือกัน และเมื่อทราบแล้วว่างบค่ารักษาของการรักษาแต่ละปีไม่พอ ต้องให้รัฐบาล สธ. หรือ สปสช. มาพูดคุยกันว่า ควรเติมงบเท่าไร จะเห็นว่ามีการเติมงบทุกปี