สบส.ลุย คลินิกฟอกไต ย่านสำโรงเหนือ หลังโซเชียลแชร์ ‘ผู้ป่วย’ โดนโยนเข็มฟอกเลือดใส่
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มุ่งเน้นความสำคัญต่อนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” ซึ่งมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากหน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ดังนั้น เมื่อ สบส. ได้รับทราบข้อมูลการให้บริการฟอกไตที่อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงส่งทีมพนักงานเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย
โดยจากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าคลินิกดังกล่าว ตั้งอยู่บริเวณซอยลาซาล ย่านสำโรงเหนือ มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงสอบถ้อยคำจากผู้เกี่ยวข้อง และหัวหน้าพยาบาลในวันเกิดเหตุ
โดยได้รับข้อมูลว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 โดยผู้ป่วยชายรายดังกล่าว เข้ารับบริการฟอกไตกับคลินิกแห่งนี้ มาแล้ว 9 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 10 โดยหัวหน้าพยาบาลเป็นผู้แทงเข็มเจาะเลือดให้ผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บภายหลังการแทงเข็มเสร็จ จึงเกิดความไม่พอใจและมีการต่อว่า จนเกิดการโต้เถียงกัน ซึ่งหัวหน้าพยาบาลยืนยันว่ามิได้มีการโยนเข็มเข็มฟอกเลือดแต่อย่างใด
โดยเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการฟอกไตแล้ว ผู้ป่วยแจ้งว่าไม่ประสงค์ฟอกไตที่คลินิกแห่งนี้อีก ทางคลินิกจึงดำเนินการส่งมอบเอกสาร และย้ายสิทธิให้ผู้ป่วยไปที่คลินิกแห่งใหม่ โดยหัวหน้าพยาบาลก็ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพร้อมที่จะพูดคุยไกล่เกลี่ยกับผู้ป่วย ซึ่งในวันนี้แพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล และแพทย์เจ้าของไข้จะได้นัดพูดคุยไกล่เกลี่ยกับผู้ป่วยเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีร่วมกันต่อไป
ด้าน ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า การฟอกไตถือเป็นกระบวนการทางการแพทย์ ในการลดอาการและป้องกันการสะสมของสารพิษและของเหลวในร่างกายผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยได้ฟื้นฟูสภาพร่างกาย กรม สบส. จึงขอเน้นย้ำกับสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ต้องจัดบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาล
โดยจะต้องจัดให้มีแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตรในสาขาอายุรศาสตร์โรคไตในผู้ใหญ่หรือเด็กจากแพทยสภา หรือเป็นแพทย์ที่ผ่านการอบรมการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจากสถาบันที่คณะกรรมการสถานพยาบาลรับรอง จำนวน 1 ราย ปฏิบัติงานร่วมกับพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจากสถาบันที่คณะกรรมการสถานพยาบาลรับรอง จำนวน 1 ราย และพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานอีก 1 ราย ต่อผู้ป่วย 4 ราย ในแต่ละรอบให้บริการ
ประการสำคัญ หากมีการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ห้ามเรียกเก็บค่าบริการจากผู้รับบริการฟอกไตในระบบบัตรทองเพิ่มเติม หากพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายทันที

