‘พัฒนา’ ถก ‘เวิลด์ ซัมมิต’ หนุนลงทุนเทคโนโลยีสุขภาพ-ดิจิทัล ตั้งเป้า 5 ปี ยุติวัณโรค ลดอุบัติเหตุ
วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม World Summit on Sustainable Health and Well-Being 2025 จัดโดย สภาการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Council :SDC) ซึ่งเป็นเวทีการประชุมของรัฐมนตรี ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และผู้นำระดับโลกจากทุกภูมิภาค เพื่อร่วมกันรับรองแผนปฏิบัติการระดับโลกเพื่อความครอบคลุมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Global Roadmap for Universal Health Coverage and Well-Being) ยืนยันพันธสัญญาระหว่างประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือ และส่งเสริมความเสมอภาคและความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพทั่วโลก

นายพัฒนา กล่าวถ้อยแถลงภายในการประชุมว่า สธ.เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเป้าหมาย “วาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ.2030” โดยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือคือหนทางเดียวสู่ความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีพื้นฐานที่มั่นคงในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่พื้นฐานนี้ต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เรายังไม่สามารถก้าวข้ามได้ใน 2 เป้าหมายสำคัญ คือ 1.การยุติการระบาดของวัณโรคภายในปี 2030 โดยวัณโรคยังคงเป็นภาระด้านสาธารณสุขที่สำคัญและด้วยเครื่องมือปัจจุบัน เป้าหมายนี้ อาจไม่สามารถบรรลุได้ และ 2.การลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

นายพัฒนา กล่าวต่อไปว่า เพื่อก้าวข้ามความท้าทาย จึงต้องเปลี่ยนจากการปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป สู่การเร่งรัดเชิงยุทธศาสตร์ โดยนำแนวทาง “SDG Accelerator” ขององค์การอนามัยโลกมาใช้ ซึ่งตั้งอยู่บน 2 เสาหลัก ได้แก่ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการขยายผล เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบสุขภาพ โดยประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อการเปลี่ยนผ่านนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้บรรลุ “National Digital Health Governance Agreement” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญทางเทคนิคและกฎหมายเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยด้านวัณโรค

“กรอบข้อตกลงนี้ จะช่วยสร้างความต่อเนื่องของข้อมูล เพื่อให้สามารถตรวจหาและรักษาได้ครบวงจร โดยเฉพาะในพื้นที่ซับซ้อน เช่น กรุงเทพมหานคร และเปิดทางให้ใช้ระบบ AI แบบโอเพนซอร์สในการอ่านภาพถ่ายรังสีเพื่อค้นหาผู้ป่วยได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ส่วนด้านอุบัติเหตุทางถนน จะเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคสาธารณสุข คมนาคม และความมั่นคง เพื่อสร้างแบบจำลอง AI สำหรับคาดการณ์พื้นที่และช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยให้สามารถป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดขึ้น และเพื่อให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง เราต้องมองว่าเทคโนโลยีสุขภาพคือ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย และต้องเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ” นายพัฒนา กล่าวและว่า สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก ไม่มีประเทศใดสามารถพัฒนาและนำระบบขั้นสูงเหล่านี้มาใช้ได้เพียงลำพัง จึงต้องร่วมกันสนับสนุนการวิจัยแบบเปิด (Open-source R&D) การพัฒนาศักยภาพด้านธรรมาภิบาล AI และการประสานความร่วมมือข้ามภาคส่วน โดยมีบทบาทของ SDC ในการเชื่อมโยงภาคสาธารณสุข การคลัง คมนาคม และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างบูรณาการ




