‘ตรีนุช’ สั่งเตรียมพร้อมแรงงานไทยไปอิสราเอล เผยรับกว่า 2 หมื่นอัตรา
วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้ได้มากกว่า 50,000 อัตรา ภายใน 4 เดือน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้คนไทย โดยเน้นการส่งเสริมตลาดแรงงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะ Up-skill / Re-skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศนั้น ในส่วนของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่มีแรงงานไทยไปทำงานเป็นจำนวนมาก ได้สั่งการให้กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน (กกจ.) จัดทำแผนฝึกอบรมแรงงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568) ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยตามความต้องการของตลาดแรงงานไทยในอิสราเอล โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 8 รุ่น จำนวนแรงงานเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 1,650 คน ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางไปยงประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2565–2569 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลทั้งหมด 41,440 คน แบ่งเป็น ภาคเกษตร 32,490 คน ภาคก่อสร้าง 6,437 คน ภาคอุตสาหกรรม 556 คน ภาคบริการ 1,898 คน และอื่นๆ 59 คน โดยในปี 2568 ได้รับแจ้งความต้องการแรงงานไทยที่จัดส่งโดย กกจ.ตาม MOU เพื่อไปทำงานในภาคเกษตร 13,000 อัตรา และ แรงงานภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟแล้ว 10,191 คน

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงการอบรมแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ว่า จะมีการอบรมทั้งภาษาฮิบบรู วัฒนธรรมของอิสราเอล สัญญาการให้บริการจัดหางาน และ สัญญาการจ้างงาน โดยในส่วนของแรงงานภาคเกษตร จะมีการให้ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สาธิตวิธีการฝึกปฏิบัติด้านการเกษตร การให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ฯลฯ ทั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักงานแรงงานในประเทศอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในรัฐอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาหรือมีการมาขอความช่วยเหลือก่อน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศที่จะต้องทำงานร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและดูแลสวัสดิการของแรงงานไทยอย่างดีที่สุด

