เครือข่ายงดเหล้า จี้ สธ.เอาผิด ‘ตู้กดเหล้าอัตโนมัติ’ ย้ำกฎหมายใหม่ก็ไม่อนุญาตให้ทำ

5.11.25 | 11:51 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ กระทรวงสาธารณสุข นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า พร้อมด้วย นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์และภาคีเครือข่ายกว่า 40 คน นำหลักฐานการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยตู้อัตโนมัติ เข้าร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมชงข้อเสนอ ก่อนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

นายชูวิทย์ กล่าวว่า เราเป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีเจตนารมณ์ในการรณรงค์ลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยเสี่ยงต่อชุมชน ต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ในการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุภารกิจในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ที่ผ่านเครือข่ายได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิก พบว่ามีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยตู้อัตโนมัติ ทั้งที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนของผู้ซื้อและยังไม่มีประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขใดๆ ของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามความแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 มาตรา 30(1) ดังนั้น การขายในลักษณะดังกล่าวจึงมีความผิดสำเร็จชัดเจน

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ในขณะเดียวกันก็เคยมีการออกมาให้ข่าวจากฝั่งผู้ประกอบการ ธุรกิจร้านเหล้าผับบาร์ เรื่องการยกเลิกเวลาห้ามขาย ซึ่งสร้างความสับสน สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนอย่างมาก เพราะตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ยังคงมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดช่วงเวลาขาย 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. บังคับใช้อยู่ แม้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ได้ยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติที่ 253 เรื่องเวลาขายแล้วก็จริง แต่ประกาศสำนักนายกฯฉบับเดิมยังคงอยู่ มีผลบังคับใช้เช่นเดิมการให้ข้อมูลผิดๆ จากฝั่งธุรกิจ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทำไปเพื่อผลประโยชน์ตัวเองทั้งสิ้น

ด้าน นายธีระ กล่าวว่า เครือข่ายเรามีจุดยืนและข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคณะกรรมการควบุคมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนี้ 1.ขอให้ตรวจสอบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทางตู้อัตโนมัติ (ตามเอกสารแนบ) ที่พบว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2558 มาตรา 30 (1) กำหนดให้การจำหน่ายดังกล่าวต้องยืนยันตัวตนผู้ซื้อได้และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประกาศกำหนด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีประกาศดังกล่าวออกมา การขายโดยตู้อัตโนมัติจึงยังทำไม่ได้ ผู้ที่ฝ่าฝืนจึงมีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามกฎหมายเก่า แต่หลังวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งกฎหมายใหม่บังคับใช้หากฝ่าฝืนโทษจะเพิ่มขึ้น เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงจำเป็นต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาส และยังต้องตรวจสอบไปอีกด้วยว่ามีการขายฝ่าฝืนมาตราอื่นๆ หรือไม่ เช่น ขายให้เด็ก ขายให้คนเมา ขายนอกเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเพิ่มฐานความผิดตามมาด้วย

นายธีระ กล่าวต่อว่า 2.ขอให้เร่งประชาสัมพันธ์พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นการป้องปรามผู้กระทำผิด เพราะมีหลายมาตราที่บังคับใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอกฎหมายลูก อาทิ ห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ขายสามารถขอดูบัตรประชาชนได้ การห้ามส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม เร่ขาย ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงการเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า รวมไปถึงผู้ผลิตตู้อัตโนมัติ ให้เข้าใจข้อกฎหายและขั้นตอนต่างๆ 3.ขอให้เร่งออกกฎหมายลำดับรอง ให้เสร็จทันตามช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่กำหนด และให้มีการเตรียมแผนประชาสัมพันธ์กฎหมายละดับรองอย่างเป็นระบบด้วย

Advertisement

นายธีระ กล่าวว่า 4.ขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขาย สถานประกอบการที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้านเหล้าผับบาร์ รวมถึงผู้ผลิตตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หยุดฉวยโอกาส ขายสินค้าโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และ 5.เครือข่ายภาคประชาสังคม ยินดีร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการเฝ้าระวังและสนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่อย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของสังคมและสุขภาพที่ดีของประชาชน