น่าห่วง! เปิดสถิติ 10 ปี เด็กเกิดลดลง เผยปัจจัยพิษศก.-แนวคิดเจนใหม่ หวั่นกระทบแนวทางพัฒนาประเทศ

6.11.25 | 15:01 น.

น่าห่วง!! เปิดสถิติ 10 ปี เด็กเกิดลดลง เผยปัจจัยพิษเศรษฐกิจ แนวคิดเจนใหม่ หวั่นกระทบแนวทางพัฒนาประเทศ

สะเทือนวงการการศึกษา กรณีการปิดตัวลงของโรงเรียนดังถึง 2 แห่ง ในช่วง 1 สัปาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า สาเหตุการปิดตัวของ โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว ซึ่งเป็น 1 ใน 2 แห่งที่ผิดตัวนั้น ให้เหตุผลว่า สืบเนื่องมาจาก สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับจนส่งผลให้การเก็บค่าเล่าเรียน ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทำให้รายรับจากการดำเนินงานไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน จึงมีมติเห็นชอบหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าสถิติการเกิดของเด็กมีจำนวนลดลงทุกปี จากสถิติเมื่อปี 2567 เด็กไทยเกิดเพียง 461,421 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มจำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของ กรมปกครอง จำนวนการเกิดทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี พบว่าลดลงทุกปีๆ ดังนี้

ปี พ.ศ.2558

  • เกิด 736,352 คน
  • ชาย 378,037 คน
  • หญิง 358,315 คน

ปี พ.ศ.2559

  • เกิด 704,058 คน
  • ชาย 362,395 คน
  • หญิง 341,663 คน

ปี พ.ศ.2560

  • เกิด 703,003 คน
  • ชาย 362,628 คน
  • หญิง 340,375 คน

ปี พ.ศ.2561

  • เกิด 666,366 คน
  • ชาย 343,227 คน
  • หญิง 323,139 คน

ปี พ.ศ.2562

  • เกิด 618,205 คน
  • ชาย 317,713 คน
  • หญิง 300,492 คน

ปี พ.ศ.2563

  • เกิด 587,368 คน
  • ชาย 302,836 คน
  • หญิง 284,532 คน

ปี พ.ศ.2564

  • เกิด 544,570 คน
  • ชาย 280,551 คน
  • หญิง 264,019 คน

ปี พ.ศ.2565

  • เกิด 502,107 คน
  • ชาย 259,558 คน
  • หญิง 242,549 คน

ปี พ.ศ.2566

  • เกิด 517,934 คน
  • ชาย 266,426 คน
  • หญิง 251,508 คน

ปี พ.ศ.2567

  • เกิด 462,240 คน
  • ชาย 238,467 คน
  • หญิง 223,773 คน

มกราคม-ตุลาคม ปี พ.ศ.2568

  • เกิด 348,686 คน
  • ชาย 179,959 คน
  • หญิง 168,727 คน (ข้อมูลเพิ่มจากเว็บไซต์ กรมการปกครอง)

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2506-2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี 2514 มากถึง 1,221,228 คน ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนเด็กเกิดต่ำ 6 แสนคนตั้งแต่ปี 2562 จำนวนเด็กเกิดได้ลดลงต่ำลงมาอีก จนในปี 2567 เด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงมาต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีแรก

อย่างไรก็ตาม อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ จำนวนลูกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ต่ำกว่า 2.1 คน กล่าวคือ จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าระดับทดแทนพ่อและแม่ ปัจจุบัน ประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำมาก

Advertisement

อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) พ.ศ.2567

  • เกาหลีใต้ 0.72
  • สิงคโปร์ 0.94
  • ประเทศไทย 1.03
  • จีน 1.00
  • อิตาลี 1.20
  • ญี่ปุ่น 1.21
  • สวีเดน 1.43
  • เยอรมนี 1.44
  • อังกฤษ 1.56
  • สหรัฐอเมริกา 1.62

จากแบบสำรวจ ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้สำรวจความเห็นประชาชนไทยจำนวน 1,042 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็นในประเด็น “สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม 2567 พบว่า

ผู้หญิงเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีลูก สัดส่วนผู้ชายตอบว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมมากกว่าผู้หญิง (ชาย 60% ต่อ หญิง 53%) ประชาชนที่อยู่ในสถานะสมรส ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

เพียง 39% ที่ตัดสินใจมีลูกอย่างแน่นอน
30% คิดว่าอาจจะตัดสินใจมีลูก
20% จะไม่มีลูก

แบบสำรวจถามด้วยว่า ถ้าท่านมีคู่รักหรือมีคู่แต่งงานแล้ว ยังมีสุขภาพแข็งแรง และอยู่ในวัยที่มีลูกได้

53% ตอบว่าจะมีลูก โดยเจนเนอเรชัน X ขึ้นไปมีสัดส่วนมากที่สุด (60%) รองลงมาคือ เจนเนอเรชัน Z (55%) และ Y (44%) ตามลำดับ

ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจมีลูกมีความแตกต่างกันระหว่างเจนเนอเรชัน โดยกลุ่มเจนเนอเรชัน X มีแนวโน้มที่จะมีลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ในขณะที่เจนเนอเรชัน Y มีสัดส่วนความตั้งใจมีลูกต่ำที่สุด

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว อาจรวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมของแต่ละช่วงวัย และปัจจัยทางสังคมอื่นๆ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการทำงานและการเลี้ยงดูบุตร

ที่มา : กรมปกครอง