สถานทูตไทย ณ กรุงโคลัมโบ จัดโครงการผ่าตัดข้อเข่าให้ชาวศรีลังกา 

7.11.25 | 09:39 น.

สถานทูตไทย ณ กรุงโคลัมโบ จัดโครงการผ่าตัดข้อเข่าให้ชาวศรีลังกา 

นายไพฑูรย์ มหาพัณณาภรณ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ แถลงข่าวโครงการผ่าตัดข้อเข่า ณ ศรีลังกา วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลศิริราช โดยระบุว่า เมื่อ 2568 เป็นปีที่มีความหมาย  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพ 70 พรรษา  ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและศรีลังกา ครบ 70 ปี กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัคร ราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ตั้งใจที่จะจัดโครงการ Flagship Project ที่มีความหมาย มีคุณค่า เข้าถึงกลุ่มคนรากหญ้าที่จะสร้าง ความทรงจำอันดีให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ ด้วยคำนึงถึงว่า สัมพันธไมตรีไทยและศรีลังกา หยั่งรากลึกซึ้งผ่านความเชื่อมโยงทางพุทธศาสนามาหลายร้อยปีก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และนับเป็นญาติธรรมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน

พระพุทธศาสนาจากศรีลังกาหรือที่รู้จักกันว่า “ลังกาวงศ์” ได้ประดิษฐานและวางพื้นฐาน ในไทยอย่างมั่นคงตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพุทธศาสนา ในศรีลังกาเสื่อมลงจนสิ้นสุดสมณวงศ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงส่งคณะสงฆ์ (ภายใต้การนำของพระอุบาลี) ไปอุปสมบทให้กุลบุตรชาวศรีลังกา ทำให้พระพุทธศาสนาฟื้นฟูกลับคืนมาและก่อให้ เกิดนิกาย “สยามวงศ์” ที่หยั่งรากในศรีลังกาอย่างมั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน จึงมีไม่กี่ประเทศบนโลกนี้ที่จะมีความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งพิเศษดังเช่นไทยกับศรีลังกา

ความสัมพันธ์ทางศาสนาเป็นพื้นฐานสำคัญที่่ต่อยอดความสัมพันธ์ในมิติอื่น ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การค้า สังคม และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และด้วยความ ตั้งมั่นที่จะจัดโครงการ Flagship ที่ไม่เพียงอยู่ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ขยายผลสู่ระดับประชาชน และได้รับทราบถึงโครงการ “ก้าวตามรอยพระบรมศาสดา” ที่ริเริ่มโดยภาควิชา ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงได้ประสานจนเกิดโครงการนี้ขึ้นที่ศรีลังกาในปีนี้ ซึ่งสามารถระบุได้ว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้

Advertisement

ปัจจัยแรก คือ ศิริราชพยาบาลได้ดำเนินโครงการ “ก้าวตามรอยพระบรมศาสดา” ในการผ่าตัดข้อเข่าให้ผู้ป่วย โดยครั้งแรกได้ช่วยชาวเนปาล และครั้งที่ 2 ที่ภูฎาน และครั้งที่ 3 ศรีลังกาได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่จะดำเนินโครงการในปีนี้

ปัจจัยที่สอง คือ โครงการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความเมตตา/การสนับสนุนจากหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก (พระราชภาวนาวชิรากร) เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม (พระราชวชิรธรรมาจารย์) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด และหลวงพ่ออนิลมาน ธมฺมสากิโย (พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ที่เมตตาจัดตั้งผ้าป่าหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายให้คณะแพทย์ไปรักษาผู้ป่วยยากไร้ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งในปีนี้ เมตตาจัดผ้าป่าหารายได้ให้ที่ศรีลังกาแล้ว

ปัจจัยที่สาม คือ ความสำเร็จของการดำเนินการทางการทูต โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับฝ่ายศรีลังกา ทั้งระดับรัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการนี้ได้ โครงการผ่าตัดข้อเข่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ศรีลังกาที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้จัดการข้อจำกัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลแคนดี้ การขออนุญาตให้แพทย์ต่างชาติผ่าตัดข้อเข่าได้ การจัดทำ MoU ระหว่างกัน การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกฎระเบียบ/ข้อบังคับต่าง ๆ การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร/ภาษีนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากไทย และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม เป็นต้น จนทำให้สามารถดำเนินโครงการนี้ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

โครงการผ่าตัดข้อเข่านี้เกิดขึ้นได้ภายใต้กรอบความร่วมมือทางการทูตอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก ด้วยการบูรณาการและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคลัมโบ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการทาง “การทูตศาสนา” และ “การทูตสาธารณสุข” ของไทยที่มีต่อศรีลังกา ด้วยพลังขับเคลื่อนของศาสนา การแพทย์ และการทูต ที่สานต่อเจตนารมณ์ทางศาสนาในการนำพลังแห่งมนุษยธรรมมาสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่มวลมนุษยชาติ และเน้นย้ำบทบาทและศักยภาพ ด้านการแพทย์ของไทยในระดับสากลในการแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์แก่ประเทศต่าง ๆ ด้วย

ท้ายสุดนี้ โครงการนี้จะช่วยเหลือผู้ป่วยชาวศรีลังกาทั้งสิ้น 79 ราย (เดิม 70 ราย) รวมการผ่าตัดทั้งสิ้น 100 ข้อเข่า สถานเอกอัครราชทูตฯ กราบนมัสการแสดงความสำนึกในเมตตาของ หลวงพ่อทั้งสามรูป และขอบคุณโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ พยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ทุกท่านในโครงการนี้ ซึ่งที่มีจิตเมตตาและทุ่มเทเพื่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและศรีลังกา ที่จะงอกงามต่อไปในอนาคต อนึ่ง สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอให้โครงการนี้เป็นกิจกรรมสาธารณกุศล ที่นำความช่วยเหลือทางการแพทย์จากคนไทยให้ชาวศรีลังกา อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในห้วงระยะเวลาภายใน 100 วันแห่งการสวรรคตด้วย