ตรีนุช รับลูก นายกฯ สั่งสำรวจแรงงาน ‘เขมร’ ในไทย เตรียมบริหารจัดการใหม่ ยันยังไม่ดันกลับประเทศ

11.11.25 | 15:49 น.

ตรีนุช รับลูก นายกฯ สั่งสำรวจแรงงาน ‘เขมร’ ในไทย เตรียมบริหารจัดการใหม่ ยันยังไม่ดันกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิเผยว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อความเปราะบาง ของประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีการทบทวนเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ คือ ลาว เวียดนาม เมียนมา และ กัมพูชา ซึ่งในส่วนของแรงงาน 3 สัญชาติ คือ ลาว เวียดนาม และเมียนมา นั้น จะมีการให้ลงทะเบียนเพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบรายงานตามปกติ แต่ในส่วนของประเทศกัมพูชาในขณะนี้ จะต้องชะลอออกไปก่อน ซึ่ง ณ ขณะนี้ ตนได้สั่งการให้สำรวจจำนวนแรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยให้มีความชัดเจน

“จากเดิมที่เรามีตัวเลขตั้งแต่เดือนสิงหาคมประมาณ 100,000 คน ต้นๆ จึงต้องมาอัพเดตสถานการณ์ปัจจุบันว่า ชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการ หรือทำงานนอกสถานประกอบการ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือยังไม่หมดก็ตาม เพื่อนำข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจน มาทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อบริหารจัดการ กลุ่มชาวกัมพูชาที่ยังอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ว่าจะมีกรอบการทำงานร่วมกันอย่างไรให้เหมาะสม สถานการณ์ซึ่งทุกคนก็คงจะทราบจากข่าว วันนี้สดๆ ร้อนๆ เดิม แรงงานกัมพูชาเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่เราเสนอ ครม.ให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงาน เพราะเราก็มีความเป็นห่วงสถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจ แต่เนื่องจากสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ ประชากรกัมพูชาจึงเป็นกลุ่มที่เราต้องขอแยกออกมาก่อน เพื่อทบทวนและพิจารณาว่า ควรจะมีมาตรการอย่างไรกับกลุ่มที่มีอยู่ในขณะนี้ ให้เหมาะสม แต่กว่าจะไปถึงมาตรการเราก็ต้องได้ตัวเลขที่ชัดเจนก่อนว่าเท่าไร” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการเปิดให้แรงงาน 3 สัญชาติ คือ ลาว เวียดนาม และเมียนมา ขึ้นทะเบียนตามระบบนั้น ในรายละเอียดมอบหมายให้อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เร่งดำเนินการโดยด่วน เพื่อให้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อทดแทนการทำงานในส่วนที่กังวลว่าจะมีความขาดแคลนในอนาคตเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มงานที่มีชาวกัมพูชาทำงานอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนจะต้องมีความละเอียด รอบคอบ มีการเพิ่มอัตลักษณ์บุคคล และกำหนดให้ผู้ติดตามที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องทำประกันสุขภาพด้วย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มแรงงานที่อยู่ในศูนย์พักพิง ก็ต้องไปดูว่า จะดำเนินการจับคู่ (Matching) อย่างไรได้บ้าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการตลอดจนทำข้อตกลง (MOU) นำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกา บังคลาเทศ และอีกหลายประเทศ ที่จะต้องทำ MOU ร่วมกัน ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็อาจจะต้องเร่งมือมากขึ้น เพื่อหาแรงงานมาทดแทนกลุ่มที่จะหายออกไปจากระบบในช่วงนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ณ ขณะนี้ สถานะของแรงงานกัมพูชา ถือว่าเป็นอย่างไร นายจ้างยังสามารถจ้างแรงงานกัมพูชาได้หรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า แรงงานกัมพูชาที่ใบอนุญาตทำงานยังไม่หมดอายุ ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ ยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะไปขับไล่ คิดว่าสถานการณ์วันนี้ มีความเปราะบาง เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามที่จะดูแลคนกลุ่มนี้ให้เหมาะสม และทำงานร่วมกับคนไทยให้เหมาะสมที่สุด

Advertisement

เมื่อถามว่า การให้ชะลอขึ้นทะเบียนแรงงานชาวกัมพูชานี้ มีกำหนดเวลาหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับประเทศ แต่สิ่งที่กระทรวงต้องทำคือ สำรวจตัวเลขให้แน่ชัดว่า ชาวกัมพูชามีจำนวนเท่าไร เมื่อแยกย่อยในแต่ละกลุ่มแล้ว มีจำนวนเท่าไร กลุ่มที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้ว หรือกำลังจะหมดอายุ หรืออยู่ในมือผู้ประกอบการเท่าไร อยู่ในธุรกิจใดบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะทำให้โฟกัสถูกว่า จะมีความร่วมมือกันแบบใดโดยจะต้องคุยกับฝ่ายความมั่นคงด้วย

ต่อข้อถามว่า หลังการสำรวจแล้วปลายทางสุดท้ายคือ การผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้ขอยังไม่พูดถึง คิดว่าคงยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ต้องรอผลการหารือกับฝ่ายความมั่นคงก่อน

“คิดว่าสถานการณ์วันนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เราต้องขึ้นอยู่กับปัจจุบันก่อน ถ้าถามว่ากระทบหรือไม่ ก็คงกระทบในบางส่วน เช่น ภาคเกษตร ตัดอ้อย เก็บลำไย ก่อสร้าง ฯลฯ แต่เรามีการเตรียมการตามที่มีสัญญาณอยู่แล้ว ส่วนอนาคตหากสถานการณ์ระหว่างไทย -กัมพูชาไม่ดีขึ้น จะมีการปิดตาย ไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในไทยแล้วหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าเป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่ได้มองไปไกลถึงจุดนั้น อาจจะคุยกันได้และดีในเร็ววันก็ได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำรวจจำนวนแรงงานต่างชาติในทุกจังหวัดว่า มีแรงงานชาวกัมพูชาอยู่จำนวนเท่าไร เพราะตัวเลขในระบบทะเบียนของกระทรวงแรงงานมีจำนวนแสนคนก็จริง แต่ ณ วันนี้ มีบางส่วนที่กลับประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจากตัวเลขที่เห็นก็มีเป็นข่าวอยู่ว่าจำนวนหลายแสนคน ซึ่งในจำนวนนั้น มีทั้งคนทั่วไปและแรงงานที่เดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้นจึงต้องสำรวจในระบบว่า ตัวเลขที่แท้จริงเป็นเท่าไร ถึงจะมีความชัดเจน ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการ