เปิดรายละเอียด บอร์ดคุมน้ำเมา จ่อคุมเข้มขาย-ดื่มช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังปลดล็อกเวลาทั่วประเทศ

14.11.25 | 17:39 น.

เปิดรายละเอียด บอร์ดคุมน้ำเมา จ่อคุมเข้มขาย-ดื่มช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังปลดล็อกเวลาทั่วประเทศ

วันนี้ (14 พฤศจิกายน 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานการประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ พ.ศ.2569

ซึ่ง สธ.จะยึดหลัก “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เน้นไปที่เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และร้านค้าผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระยะเวลาดำเนินงานเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 – วันที่ 5 มกราคม 2569 และเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 โดยมี 5 มาตรการหลักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับ 5 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ รณรงค์ดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล 2.มาตรการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ร้านค้าและประชาชนปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และกฎหมายอื่นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด-เสี่ยงสูง

3.มาตรการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงระดับชุมชน ประชาสัมพันธ์การนำวิธีการสังเกตและประเมินอาการเมาสุราเบื้องต้นให้กับเจ้าหน้าที่ตำบลหรือชุมชน นำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยอาการเมาสุราของผู้ขับขี่หรือผู้เมาสุราในชุมชน เพื่อคัดกันคนเมาที่ผ่านมา ณ ด่านชุมชน หรือดื่มในบ้าน เป็นด่านครอบครัว ไม่ให้ออกขับขี่ยานพาหนะ

Advertisement

4.มาตรการการบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการมาตรการ “ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์” ในผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุทางถนน ตามกฎกระทรวง การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ พ.ศ.2567 เพื่อตรวจสอบผู้ขับขี่ที่มีแอลกอฮอล์เกินค่าที่กฎหมายกำหนด และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

และ 5.มาตรการส่งเสริมวัฒนธรรมปีใหม่ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เน้นการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ทั้งสนุกสนานและปลอดภัย และส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของท้องถิ่น

นายพัฒนา กล่าวว่า ในที่ประชุมได้พิจารณาการกำหนดเวลาห้ามขายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเวลาที่สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิมที่สามารถขายได้ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ เวลา 11.00 – 14.00 น. และเวลา 17.00 -24.00 น. เพิ่มให้ขายได้เป็นเวลา 11.00 – 24.00 น. แต่เป็นเพียงช่วงระยะเวลาแค่ 6 เดือนนับจากกฎหมายมีผลบังคับ เพื่อให้มีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขยายเวลาขายดังกล่าว และมีการขยายเวลาดื่มอีก 1 ชั่วโมง หลังจากหมดเวลาขาย ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายให้เด็กและคนเมาแล้วไปก่อความเสียหาย ร้านค้าต้องร่วมรับผิดด้วย รวมถึงมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด กำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แล้วรายงานผลให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทราบทุกเดือน

นายพัฒนา กล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการการตักเตือน และการเปรียบเทียบปรับ รวมถึงมีมติยืนยันว่า สถานที่หรือบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ยังคงเป็นสถานที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะมีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ก็ตาม แต่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องรอบสถานศึกษายังคงมีผลใช้บังคับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในที่ประชุมดังกล่าวมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาแนวทางทบทวนกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ซึ่งอาจพิจารณาการผ่อนปรนในบางพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ลดอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างมิติด้านเศรษฐกิจและผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับประเด็น “ตราเสมือน” ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการและประชาชน พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ทบทวนมาตรการในการพิจารณาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการใช้เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนและเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายด้วย