ยกร่างเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 ใหม่อีกครั้ง

16.11.25 | 15:33 น.

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (ฉบับที่ 2) หรือ NDC 3.0 ไปเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 หลังจากจัดรับฟังความคิดเห็นที่มีเอกสารเพียงเค้าโครงคร่าวๆ เท่านั้น ประชาชนจึงไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงในการกำหนดทิศทางแผนของชาติที่มีความสำคัญต่อโลกมากเท่าที่ควร

NDC 3.0 ประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% ภายในปี 2035 และตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5?C โดยเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงตัวเลขเป้าหมายจากเดิมที่กำหนดบรรลุ Net Zero ในปี 2065 และเปลี่ยนแปลงทั้งหลักคิดคือ จากหลักคาดการณ์อนาคตจากกรณีปกติที่ไม่ดำเนินการลดก๊าซ (BAU) อันเป็นจุดอ่อนที่ Thai Climate Justice for All (TCJA) วิจารณ์มาตลอดว่าเป็น “เกมตัวเลข” ที่อำพรางไม่ลดก๊าซเรือนกระจกเท่าที่ควรเนื่องจากภาครัฐมักคาดการณ์ตัวเลขปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตเกินจรง การลดก๊าซตามสัดส่วนที่อ้างจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่คราวนี้รัฐจัดทำแผนที่อิงกับปีฐานในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2019 และลดลงไปกว่านั้น 47% ภายในปี 2035 นับว่าเป็นความก้าวหน้ากว่าแผนเดินมาก

แต่กระนั้น ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่หลักคิด เป้าหมาย และแนวทางลดก๊าซว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และอยู่บนหลักความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) หรือไม่ เพราะแผน NDC 3.0 ก็ยังอยู่บนหลักบริหารคาร์บอน มากกว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ยังมองป่าเป็นเพียงแหล่งซับคาร์บอน ชุมชนเป็นเพียง “ผู้มีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่ “ผู้มีสิทธิ” และธรรมชาติเพียงแค่ “ทรัพยากร” ไม่ได้มีสิทธิและคุณค่าภายในตนเอง

ปัญหาเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่ประกาศดัง แต่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ตรวจสอบยาก และมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่บรรลุ เพราะการลดก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ตั้งอยู่บนการเลิกพึ่งพาฟอสซิล แต่กลับไปเน้นการจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เช่น การเทคโนโลยีดัก จับ กัก และใช้คาร์บอน (CCS/CCUS) โรงไฟฟ้าไฮโดรเจน แอมโมเนียโคไฟร์ และระบบพลังงานแห่งอนาคตเข้ามาใช้งานจริงภายในเวลาไม่ถึง 15 ปี เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องพึ่งเงินกู้ระหว่างประเทศ ความร่วมมือรัฐต่อรัฐ และตลาดคาร์บอนที่ยังไม่แน่นอน หากตั้งสมมติฐานว่าเป้าหมายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่หากการสนับสนุนไม่เป็นไปตามคด เป้าหมายก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ซึ่ง NDC ไม่ได้เขียนถึงแผนสำรองหรือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างไว้เลย

ด้วยการตั้งเป้าลดคาร์บอน แต่ไม่ได้ตั้งเป้าเลิกฟอสซิล ทำให้แผนของไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เอาจริง เช่น เดนมาร์ก ที่มีกฎหมาย “ห้ามสร้างโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลใหม่ตั้งแต่ปี 2024” หรือฟิลิปปินส์ที่เริ่มยกเลิกโครงการถ่านหินด้วยมติรัฐ แต่ไทยยังคงเขียนแผนพลังงานรองรับก๊าซธรรมชาติระยะยาวและเสนอ CCS ในอ่าวไทยเป็น “คำตอบของการเปลี่ยนผ่าน” ทั้งที่ CCS ทั่วโลกยังล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ และยังไม่มีระบบคุ้มครองสิทธิชุมชนชายฝั่งใดรองรับ

Advertisement

NDC 3.0 เน้นไปที่ความตกลงปารีสมาตรา 6.2 ซึ่งเป็นกลไกตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ขาดความน่าเชื่อถือและชอบธรรม จากการที่สถาบันวิชาการนานาชาติได้เปิดเผยว่าโครงการการชดเชยคาร์บอนด้วยกลไกตลาดคาร์บอนร้อยละ 90 ล้มเหลว แต่ NDC ของไทยยังยืนยันแนวทางตลาด แต่กลับเพิกเฉยมาตรา 6.8 ซึ่งเป็นกลไกลดก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่ตลาด โดยออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนและความเป็นธรรมเชิงสังคม เมื่อ NDC 3.0 เลือกเน้นตลาดคาร์บอน ทำให้แนวนโยบายของรัฐมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิชุมชนที่ผืนป่า ทรัพยากร และระบบนิเวศของเขากำลังถูกจะเปลี่ยนทรัพย์สิน หรือทุนคาร์บอนให้กลุ่มทุนครอบครองทรัพยากรและใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตนมากกว่าที่จะจริงจังในการลดคาร์บอนของตนเอง กระบวนการแย่งยึดทรัพยากรชุมชนและสาธารณะด้วยกลไกตลาดคาร์บอนยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม และเป็นอาณานิคมคาร์บอนรูปแบบใหม่

แม้ภาคเกษตรและป่าไม้จะเป็นภาคส่วนที่ถูกคาดหวังให้ “ซับคาร์บอน” สูงที่สุดใน NDC 3.0 แต่ประเทศไทยกลับไม่มีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารอย่างจริงจัง ทั้งที่งานวิจัยของ IPCC, FAO และ UNEP ยืนยันตรงกันว่า “หากไม่เปลี่ยนระบบอาหาร โลกไม่มีทางจำกัดอุณหภูมิไว้ที่ 1.5?C” ขณะที่หลายประเทศเริ่มวางเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น เนเธอร์แลนด์ตั้งเป้าลดปริมาณอาหารโปรตีนที่มาจากสัตว์ 30% ภายในปี 2030 เดนมาร์กมีกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนอาหารโปรตีนจากสัตว์ครั้งแรกของโลก และสหราชอาณาจักรมี “National Food Strategy” เชื่อมต่อสภาพภูมิอากาศ สาธารณสุข และความเป็นธรรมทางอาหาร แต่ NDC ของไทยกลับไม่มีนโยบายดังกล่าวเลย

ใน NDC ไม่มีการระบุสิทธิชุมชนและสิทธิของผู้ผลิตอาหารรายย่อย ทั้งที่เกษตรกรคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านภูมิอากาศรุนแรงที่สุด เช่น ความแห้งแล้งยาวนาน น้ำหลากฉับพลัน โรคพืช โรคสัตว์อุบัติใหม่ แต่กลับไม่มีแผนรับประกันความเสี่ยง เช่น กองทุนสภาพภูมิอากาศสำหรับเกษตรกร หรือหลักประกันการปรับตัวเหมือนที่บังคลาเทศหรือเคนยาวางไว้ นี่คือการลดก๊าซโดยไม่ลดความเปราะบาง
ขณะที่ประเทศอย่างเอกวาดอร์ นิวซีแลนด์ และโคลอมเบียประกาศให้แม่น้ำ ป่า ภูเขา เป็น “นิติบุคคลธรรมชาติที่มีสิทธิในตนเอง” NDC ของไทยกลับไม่มีแม้แต่กรอบคิดว่าธรรมชาติเป็น “ผู้มีสิทธิ” แต่ยังคงเป็น “แหล่งซับคาร์บอน” หรือ “พื้นที่ลงทุนคาร์บอนเครดิต” นี่

ความผิดพลาดในด้านเป้าหมาย เนื้อหา ของ NDC 3.0 มาจากการที่รัฐไม่ได้สร้างกระบวนการปรึกษาหารือสาธารณะที่เปิดกว้าง โปร่งใส ไม่ได้รับรองสิทธิการมีส่วนร่วมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล กลุ่มเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น เด็กและเยาวชน หรือประชาสังคม เป็นเพียงถูกชวนรับฟังร่างข้อเสนอกว้าง ๆ แต่ไม่ได้ร่วมออกแบบ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากประเทศก้าวหน้า เช่น ชิลีที่บังคับให้มี “climate assemblies” ก่อนร่าง NDC หรือสกอตแลนด์ที่ให้สภาเยาวชนร่วมตรวจสอบเป้าหมายลดก๊าซก่อนประกาศจริง

NDC มีความสำคัญทางนโยบายสูง เพราะเป็นความมั่นสัญญาที่ประเทศมีต่อสหประชาชาติ และจะเป็นกรอบชี้นำร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่หน่วยงานรัฐเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (LD-LEDs) ที่เป็นกรอบทิศทางนโยบายระยะยาวซึ่งภาครัฐกำลังเตรียมทำร่างฉบับใหม่ ดังนั้นแม้รัฐบาลไทยจะอนุมัติ NDC 3.0 และเสนอต่อสหประชาชาติแล้ว แต่เมื่อ NDC 3.0 มีปัญหาทั้งในเชิงหลักการ แนวทาง กระบวนการ จึงควรที่ประชาชนจะผลักดันให้รัฐยกร่าง NDC 3.0 ฉบับปรับปรุงเพื่อเสนอต่อสหประชาชาติ โดยชะลอร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ เอาไว้ก่อน

1. NDC ไทย จะไม่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ หากยังเป็นเพียง “เป้าประกาศต่อเวทีโลก” โดยไม่มีฐานกฎหมายบังคับใช้ในประเทศ การมีกฎหมายสภาพภูมิอากาศ (Climate Act) แบบเดียวกับเดนมาร์ก ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร จะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยเป็น “ภาระหน้าที่ของรัฐ” ไม่ใช่นโยบายเปลี่ยนตามรัฐบาล ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่ทำไม่ถึงเป้า สามารถฟ้องรัฐได้หากนโยบายขัดต่อเป้าหมายอุณหภูมิ

ปัจจุบันไทยมีเพียงร่าง “กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งยังไม่ระบุการเลิกฟอสซิล ไม่ระบุสิทธิชุมชน และยังเปิดช่องให้ใช้คาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยคาร์บอนแทนการลดโดยตรง ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะรุนแรงขึ้น และยิ่งตอกย้ำการฟอกเขียวเชิงนโยบาย

2. ต้องกำหนดช่วงปีเป้าหมายเลิกฟอสซิลให้ชัดเจนและโดยเร็ววัน NDC ไทยตั้งเป้าลดคาร์บอน แต่ไม่พูดถึงจุดจบของน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ซึ่งเป็นต้นเหตุหลัก หากไม่กำหนดเป้าหมายระยะเวลาเลิกฟอสซิล แนวทางลดก๊าซฯ จะถูกเบี่ยงไปพึ่งพาเทคโนโลยี CCS/CCUS และตลาดคาร์บอนที่สร้างผลกำไรให้บริษัทพลังงาน แต่ไม่ลดการปล่อยจริง พลังงานฟอสซิลก็ยังเติบโตต่อไปสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ดังนั้นควรที่ NDC จะกำหนดการเลิกพึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้ชัดเจน เช่น เดนมาร์กจะเลิกผลิตน้ำมัน ก๊าซใหม่ภายในปี 2050 โปรตุเกสได้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในปี 2021 คอสตาริกาตั้งเป้าเลิกฟอสซิลครบวงจรภายในปี 2050

3. ยกระดับสิทธิชุมชน และสิทธิของธรรมชาติให้เป็นกรอบคิดของ NDC หากไทยยังมอง Climate Action เป็นเรื่องเทคโนโลยีและการเงิน” แต่ไม่ผูกกับสิทธิ สุดท้ายชุมชนจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงราคาของการลดคาร์บอน เช่น เขตคาร์บอนเครดิตทับที่ดินทำกิน พื้นที่ CCS/ปลูกป่าทดแทนที่เบียดชาวบ้าน หรือโรงไฟฟ้าไฮโดรเจนที่ผูกขาดโดยทุนพลังงาน

สิ่งที่ควรทำทันที คือ การรับรองสิทธิชุมชนด้วยหลักไว้ใน NDC และร่าง กม.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีมาตรการ FPIC (Free, Prior, Informed Consent) เหมือนฟิลิปปินส์ ยุติการฟ้องชาวบ้านคดีป่าที่ดิน ในพื้นที่ที่ใช้เป็น “คาร์บอนซิงก์” ผลักดัน สิทธิของธรรมชาติ ในกฎหมายทรัพยากร ถ้าไม่มีสิทธิเหล่านี้ NDC จะไม่ใช่ Climate Justice แต่คือ Climate Colonialism ในประเทศตัวเอง

4. ลดการปล่อยก๊าซฯ ด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารโปรตีนจากสัตว์สู่โปรตีนจากพืชท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับ IPCC FAO หรือ UNEP ที่มีเป้าหมายตรงกัน คือ แนวทางลดเนื้อสัตว์ เพิ่มโปรตีนพืช เป็นวิธีลดคาร์บอนต้นทุนต่ำที่สุดในโลก อันจะเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ได้

Thai Climate Justice for All จึงขอเรียกร้องให้รัฐเร่งจัดทำแผน NDC ฉบับใหม่โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมาแทนที่โดยเร็ววัน โดยให้เป็น NDC ที่อยู่หลักสิทธิประชาชน ชุมชน สิทธิของธรรมชาติ ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน มุ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างมากกว่าการแก้ปัญหาปลายทางด้วยเทคโนโลยีและกลไกตลาด NDC ที่ก้าวหน้าจะเป็นทิศทางนโยบายต่อร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ ให้อยู่บนหลักสิทธิและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศเช่นกัน