PM2.5 กลับมาแล้ว! กรมควบคุมโรค เผย ‘ระยอง’ มีค่าฝุ่นสูงสุด แนะเลี่ยงทำกิจกรรมนอกอาคาร

19.11.25 | 16:38 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค และ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวหัวข้อ “พฤศจิกานี้สุขภาพดี แข็งแรงทุกวัย ใส่ใจสุขภาพ” เพื่อติดตามสถานการณ์โรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงอากาศหนาว โดยกล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มฝุ่น PM2.5 จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤศจิกายน 2568 พบว่าค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 2 – 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมี 6 จังหวัดที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน มากกว่า 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นสูงสุด คือ จังหวัดระยอง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ควรติดตามสถานการณ์ฝุ่นอย่างใกล้ชิด แนะประชาชน “เช็ก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด” เช็กค่าฝุ่น เมื่อค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น เลี่ยงทำกิจกรรมนอกอาคาร ลดการใช้รถยนต์และการเผาทุกชนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและลดระดับมลพิษในอากาศ

นอกจากนั้น ยังมีการเสียชีวิตจากภาวะอากาศหนาว จากรายงานการเฝ้าระวังสถานการณ์การเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศหนาว ฤดูหนาวปี 2567 ระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตในสถานที่ที่ไม่สามารถป้องกันความหนาวได้ เช่น เพิงหน้าบ้าน ในสวน ข้างทาง เป็นต้น และส่วนใหญ่มีประวัติการดื่มสุราเป็นประจำ แนะประชาชน เตรียมความพร้อมดูแล ส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเป็นปัจจัยเสริมให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วงภาวะอากาศหนาวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังการขาดอากาศหายใจและการสูดดมแก๊สพิษจากเครื่องทำน้ำอุ่น (แบบใช้ระบบแก๊ส) แนะประชาชน หากอาบน้ำแล้วมีอาการวิงเวียน หน้ามืด หายใจลำบาก ควรรีบออกจากห้องน้ำหรือให้การช่วยเหลือทันที เน้นย้ำคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ ควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะหากได้รับแก๊สดังกล่าวจะทำให้เสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น