สสส.จับมือภาคีต้าน ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ หนุนเปลี่ยนตั้งแต่ความคิด ‘หญิงทำงานบ้าน-หยุดให้ชายเป็นใหญ่’

21.11.25 | 15:29 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่นๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

Advertisement

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา และ 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จำช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ