เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย นำโดย น.ส.ช่อขวัญ ช่อผกา ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย นายพงศ์ธร ตั้งบวรไพศาล ผู้ก่อตั้งเพจประชาชนกัญชา และสมาชิกเครือข่าย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เรื่อง ขอให้ผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรมในการควบคุมกัญชา เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมี นายสุริยงค์ หุณฑสาร ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย รับหนังสือแทน
โดยระบุว่า ตามที่พรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันนโยบายกัญชาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้กัญชาในทางเศรษฐกิจและสุขภาพซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย นโยบายดังกล่าวนี้ก่อผลหลายด้านจึงต้องมีกฎหมายควบคุม โดยในปัจจุบันกัญชาได้ควบคุมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 และมีกฎหมายระดับกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงกำกับซึ่งก่อปัญหาบางประการแก่ระบบกัญชาไทย สถานการณ์ตอนนี้มีกฎหมายที่บังคับกัญชา 3 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงสมุนไพรควบคุม(กัญชา) พ.ศ.2568 ลงนามโดยรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ประกาศกรมแพทย์แผนไทยว่าด้วยมาตรฐานการปลูกกัญชา และ กฎกระทรวงว่าด้วยร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุม ที่ได้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ยังไม่ผ่านมติ
ปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ประกาศกระทรวงของ รมต.สมศักดิ์ เทพสุทิน นั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้รับใบอนุญาตเปิดร้านขายอย่างมาก เนื่องจากมีกติกาว่าดอกกัญชาที่เข้าสู่ระบบการจำหน่ายจะต้องผ่านมาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรการที่กำหนดบังคับใช้ทันที ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเวลาปรับตัว ก่อเกิดความเสียหายจำนวนมาก นอกจากนี้มีข้อบังคับว่าคนที่ซื้อกัญชาจากร้านได้จะต้องมีใบสั่งแพทย์ ซึ่งกติกาข้อนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้การใช้กัญชาเป็นการแพทย์ แต่ในความเป็นจริงกลไกนี้ไม่ได้สนองเป้าหมาย เพราะไม่มีใครอยากถูกบันทึกว่าป่วย เท่ากับเป็นการผลักคนใช้กัญชาให้ไปสร้างระบบใหม่กันเองคือใต้ดิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลไกที่ออกมาเป็นการผลักคนออกจากระบบ แทนที่จะนำคนใช้กัญชาเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐในการใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อศึกษาวิจัยหรือใช้ประโยชน์อื่นใดต่อไป
ประกาศของ รมต.สมศักดิ์ เทพสุทิน ตัดการคุ้มครองบุคคลออกไปจากประกาศกระทรวง ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถซื้อหากัญชาได้โดยสะดวก ขอแค่มีใบแพทย์ซึ่งตอนนี้สามารถซื้อหาได้โดยทั่วไป ทำให้กลไกการควบคุมทางสังคมอ่อนแอลง เพราะเมื่อมีใครเห็นเด็กเข้าร้านกัญชาก็ไม่สามารถแจ้งได้ เพราะกติกาใหม่อนุญาตให้ทุกคนซื้อกัญชาได้ขอแค่มีใบแพทย์ ในส่วนของกติกามาตรฐานการปลูกนั้น กรมแพทย์แผนไทยออกมาตรฐานซ้ำซ้อน เช่น เมื่อขอมาตรฐานการปลูกตามที่กำหนดได้แล้ว ยังต้องนำดอกกัญชาไปตรวจอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการซ้ำซ้อน เป็นภาระ เป็นกลไกการกีดกัน เพราะมาตรฐานการปลูกพืชที่กรมกองของรัฐได้กำหนดมานั้นย่อมผ่านการพิสูจน์ ศึกษาวิจัยมาแล้ว และดอกกัญชานั้นมาจาก ดิน น้ำ ลำต้น ที่เกิดจากการปลูกตามมาตรฐานนั้นอยู่แล้ว
ประเด็นร้านขายกัญชานั้นเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะกฎกระทรวงที่เสนอไปยัง ครม.นั้นกำหนดให้ร้านขายกัญชาเป็นสถานพยาบาล ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยมองว่าเป็นมาตรการที่เกินเลยจากข้อเท็จจริง เพราะ พ.ร.บ.สถานพยาบาลฯ มีขึ้นเพื่อจัดการสถานที่ในการรักษาคน ไม่ได้เป็นกฎหมายเพื่อรองรับการเกิดร้านขายกัญชา ในขณะที่ พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทย ให้อำนาจในการกำหนดรูปแบบร้านขายสมุนไพรควบคุมอยู่แล้ว จึงควรใช้โอกาสนี้ในการสรุปบทเรียนที่ผ่านมาและร่วมกันออกแบบรูปแบบร้านขายกัญชาที่มีมาตรฐานปลอดภัยสำหรับประชาชน
เครือข่ายมีข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหา การจัดระบบกัญชาที่ถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงดังนี้
1.แก้ประกาศกระทรวงของ รมต.สมศักดิ์ เทพสุทิน โดยการนำ มาตรการคุ้มครองบุคคลในประกาศกระทรวงฉบับ รมต.อนุทิน กลับมาบังคับใช้ และแก้ไขให้ผู้ซื้อกัญชาในร้านแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ผู้ป่วยต้องมีใบแพทย์เพื่อการจ่ายกัญชาตรงตามอาการป่วย ประเภทที่ 2 ผู้ใช้ ให้ออกเป็นบัตรผู้ใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ มีอายุบัตร 1 ปี
2.แก้ประกาศกรมการแพทย์แผนไทยเรื่องมาตรฐานการปลูก โดยสาระสำคัญคือ เมื่อผู้รับใบอนุญาตได้รับมาตรฐานการปลูกอย่างหนึ่งอย่างใดที่กรมกำหนดแล้ว ไม่ต้องนำดอกกัญชาไปตรวจวิเคราะห์อีก แต่หากผู้รับใบอนุญาตใดไม่มีใบมาตรฐานการปลูก เมื่อนำดอกกัญชาเข้าสู่ระบบจำหน่ายจะต้องนำดอกกัญชาไปผ่านกระบวนการตรวจดอกก่อน
3.แก้กฎกระทรวงว่า โดยยกเลิกรูปแบบที่ระบุว่าให้ร้านขายกัญชาเป็นสถานพยาบาล ด้วยรูปแบบร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมให้ตรงกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทยว่าด้วยหมวดสมุนไพรควบคุม
4.ในส่วนของ พ.ร.บ.กัญชา ขอให้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา ของกระทรวงสาธารณสุขเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติและส่งร่างสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ประชาชนช่วยกันผลักดันให้เกิดกฎหมายที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จนกระทั่งถึงวันนี้มีข้อปฏิบัติบางประการเท่านั้นที่ยังเกิดความไม่เป็นธรรม เพราะกติกาที่เกิดขึ้นเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่มเกินไป สุ่มเสียงต่อการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยมีความซื่อตรงต่อประชาชนจริง ข้อเสนอที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมก็ไม่ควรปฏิเสธแต่หากพรรคปฏิเสธข้อเสนอของภาคประชาชนก็เท่ากับว่าเคมเปญหาเสียงที่ผ่านมาล้วนแฝงเจตนากระทำการเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น
เครือข่ายจะติดตามกรณีนี้จนกว่าจะได้รับการพิจารณาผลักดันให้เกิดการแก้ไขที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะพรรคภูมิใจไทยมีบุคคดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาโดยตรง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา


