เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา และ อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังการแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ก็ได้เตรียมศึกษาเชิงลึกเรื่องงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” ที่เรารู้จัก โดยข้อน่าสังเกตสำคัญ พบว่าในช่วงปีงบประมาณ 2566-2567 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่กลับยังมีปัญหาการบริหารจัดการงบที่ส่งผลกระทบต่อทั้งโรงพยาบาลและประชาชน ในปีงบประมาณ 2566 งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับงบประมาณ 204,000 ล้านบาท คิดเป็นงบเหมาจ่ายรายหัวเฉลี่ย ประมาณ 3,385 บาทต่อประชากร ต่อมาในปีงบประมาณ 2567 ได้งบเพิ่มขึ้นเป็น 223,00 ล้านบาท ทำให้งบเหมาจ่ายรายหัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ประมาณ 3,472 บาทต่อประชากร
“แม้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่กระแสรายได้ของโรงพยาบาลหลายแห่งยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนที่ต้องรับภาระการรักษาผู้ป่วยสูงอายุ โรคเรื้อรัง และค่าบริการทางการแพทย์ที่สูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้เราเห็นปัญหาระหว่างโรงพยาบาล สปสช. และข้อร้องเรียนประชาชนยังเพิ่มขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมา พบรายงานว่าโรงพยาบาลหลายแห่งประสบปัญหาด้านการเงิน เนื่องจาก สปสช. จ่ายเงินล่าช้า โรงพยาบาลบางแห่งสะท้อนถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงกว่างบเหมาจ่ายรายหัวที่ได้รับจาก สปสช.” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว
ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวต่อว่า ปัญหางบประมาณในระบบบัตรทองเป็นเรื่องที่ต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะกระทบตั้งแต่บุคลากรด่านหน้าไปจนถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ การศึกษาครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการทบทวนเอกสาร แต่คือ “การผ่าระบบทั้งโครงสร้าง” โดยในปี 2566-2567 งบบัตรทองเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ภาระโรคและค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์เพิ่มเร็วกว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้แม้จะมีเงินกว่า 200,000 ล้านบาท โรงพยาบาลหลายแห่งยังขาดสภาพคล่อง หรือจะเป็นการบริหารจัดการภายในองค์กร สปสช เอง และ ทบทวนกฎหมายและระเบียบทีเกียวข้องให้เหมาะสม ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลียนแปลง
“สิ่งที่เราต้องศึกษาคือ งบประมาณถูกจัดสรรสอดคล้องกับสภาพพื้นที่หรือไม่ งบเหมาจ่ายรายหัวควรปรับตามอายุประชากรสูงวัยอย่างไร และระบบตรวจสอบของ สปสช. มีความยืดหยุ่นพอสำหรับโรงพยาบาลที่ทำงานหนักมากขึ้นหรือไม่ เราต้องยอมรับว่า วันนี้ความตึงเครียดระหว่างโรงพยาบาลกับ สปสช. ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นผลจากโครงสร้างงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของการรักษา หากปล่อยไว้อย่างนี้ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งเรื่องคิวรักษาที่ยาวขึ้น การส่งต่อที่ช้า และภาระค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่มากขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นภารกิจที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะต้องเร่งแก้ปัญหาต่อไป” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว

