กรมการแพทย์ เผย ผู้ป่วยไตในสงขลาได้รับการดูแลครบทุกคน หลังปรับระบบให้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉินใหม่

29.11.25 | 16:26 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ของผู้ป่วยโรคไตในพื้นที่น้ำท่วม จ.สงขลา ช่วงก่อนหน้านี้ที่ระดับน้ำยังสูงอยู่ ทางกรมการแพทย์ได้ส่งรถฟอกไตเคลื่อนที่ (Mobile Hemodialysis Bus) ของโรงพยาบาล (รพ.) นพรัตนราชธานี 1 คัน จำนวน 2 ยูนิต ไปดูแลผู้ป่วย โดยจอดอยู่ที่โรงพยาบาลสนามสนามบินหาดใหญ่ ทั้งนี้ ผู้ป่วยไตมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เมื่อช่วงน้ำท่วม ระบบไฟและน้ำถูกตัด เดินทางมาหน่วยบริการไม่ได้ และกลุ่มผู้ป่วยไตล้างไตผ่านช่องท้อง ที่สามารถใช้น้ำยาล้างได้เองที่บ้าน แต่เมื่อน้ำท่วมก็เกิดปัญหาน้ำยาหมด หรือน้ำท่วมทำให้ไม่สะอาด ไม่สามารถล้างไตได้ แต่ในขณะนี้ที่ระดับน้ำลดแล้ว ตนได้ตรวจสอบข้อมูลไปยังหน่วยบริการฟอกไตในพื้นที่ ศูนย์ไตเทียมในจังหวัด และนายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าผู้ป่วยไตทุกรายเข้าถึงบริการล้างไตได้แล้ว

นพ.สกานต์กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่ต้องใช้เครื่องล้างไตนั้น ศูนย์ไตเทียมจ.สงขลา มีทั้งหมด 45 ศูนย์ โดยปัจจุบันกลับมาเปิดได้แล้ว 10 ศูนย์ โดยขยายศักยภาพในการฟอกไตเพิ่มจากเดิมวันละ 2-3 รอบ เป็น 3-4 รอบ ขณะเดียวกันได้ประเมินผู้ป่วยรายกรณี เพื่อหาความเหมาะสมปรับลดการฟอกไตในระยะสั้นๆ ตามความจำเป็นของเหตุฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วยไตบางรายมีของเสียค้างในร่างกายน้อย ก็สามารถปรับมาฟอกไตลดจากครั้ง 4 ชั่วโมง เป็น 3 ชั่วโมง ปรับจาก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ มาเป็น 2 ครั้ง และสำหรับผู้ป่วยที่ล้างไตผ่านท้องช่อง ขณะนี้ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดส่งน้ำยาล้างไตไปให้แล้ว แต่อาจจะใช้เวลามากขึ้นจากเดิมเล็กน้อย แต่มีน้ำยาล้างไตสำรองในจังหวัดเพียงพอแล้ว

“ผู้ป่วยไตทุกรายในพื้นที่น้ำท่วมได้รับการดูแลแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือมาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันปรับระบบบริการใหม่ ทำให้ศักยภาพเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ส่วนศูนย์ไตเทียมที่กลับมาให้บริการได้ทันที เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ชั้น 2 ของอาคาร ทำให้ได้รับความเสียหายน้อย จึงเร่งกลับมาให้บริการ ส่วนที่อื่นๆ คาดว่า 2-3 วันก็จะกลับมาปกติ” นพ.สกานต์กล่าว

นพ.สกานต์กล่าวต่อว่า แม้สถานการณ์น้ำลดลงแล้ว แต่ยังมีความน่ากังวล โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่มีแผลสำหรับการฟอกเลือดอยู่แล้ว อาจเกิดการติดเชื้อจากน้ำที่ไม่สะอาดได้ รวมถึงอาจเกิดภาวะน้ำเกินได้ในบางราย ดังนั้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน จึงจำเป็นต้องเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในของ รพ.ก่อน เพื่อให้มีความปลอดภัย นอกจากนั้น ยังมีโรคอื่นๆ ที่ประชาชนทั่วไปทุกคน อาจป่วยได้ เช่น ท้องเสีย เนื่องจากการทานอาหารในช่วงน้ำท่วม ที่การขนส่งยากลำบาก อาหารอาจไม่สดใหม่ การติดเชื้อจากบาดแผลที่โดนน้ำ แล้วในตอนนั้นไม่มียารักษาแผล โรคน้ำกัดเท้าจากการที่แช่น้ำนานๆ โรคฉี่หนูที่เชื้อโรคจะมาตอนน้ำท่วม ซึ่งทางกรมควบคุมโรคได้ส่งยา Doxycycline สำหรับรักษาโรคฉี่หนูลงพื้นที่น้ำท่วมแล้ว 4-5 แสนเม็ด