สธ.แจงสงขลาดับ 140 ราย คืนร่างให้ญาติแล้ว 23 ศพ ที่เหลือรอพิสูจน์อัตลักษณ์ เผยรพ.หาดใหญ่เสียหาย 1 พันล. เร่งฟื้นฟูคาดส่วนฉุกเฉินเปิดบริการสัปดาห์นี้
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) พร้อมนายแพทย์ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้บัญชาการพื้นที่ส่วนหน้า นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขแถลงตัวเลขผู้เสียชีวิต รวมถึงการฟื้นฟูและการให้บริการของรพ.ในพื้นที่
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอพูดใน3 ประเด็น คือ ผลการชันสูตรศพการฟื้นฟูชุมชนหลังจากน้ำลดเพื่อเน้นเรื่องสุขาภิบาลอาหารน้ำ และการป้องกันโรคติดต่อและการฟื้นฟูระบบบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลชุมชนและรพ.สต.ในพื้นที่จ.สงขลารวมถึง 8 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม
สำหรับผู้เสียชีวิต เมื่อยืนยันตัวบุคคลได้แล้ว จะมีการติดตามญาติมารับไปดำเนินการต่อไป
นพ.ศักดา กล่าวว่า สำหรับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อุทกภัยที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มี รพ.สงขลานครินทร์ เป็นผู้รวบรวมส่งผู้เสียชีวิต ตัวเลขถึงวันที่ 1 ธ.ค.เวลา 16.00 น. มีผู้เสียชีวิตที่อยู่ในระบบและในรพ.สงขลานครินทร์ รวม 140 ราย เพิ่มขึ้น 2 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิตในรพ.65 ราย นอกรพ. 75 ราย พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลแล้ว 104 ราย ส่งศพคืนญาติ 23 รายคงเหลือ 117 ราย
สำหรับระบบบริการด้านสุขภาพของรพ.หาดใหญ่ ได้เร่งฟื้นฟูเพื่อสามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรก คือ ฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาทำงานได้ , ฟื้นฟูดูแลบุคลากร ที่มีความเหนื่อยล้า โดยสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ภายนอกเข้ามาช่วยในการปฏิบัติ, สำรวจคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เสียหาย เพื่อหาวิธีทดแทน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้จะเปิดห้องฉุกเฉินเต็มรูปแบบและห้องตรวจผู้ป่วยในบางส่วน สำหรับผู้ป่วยเฉพาะทางและผู้ป่วยหนักจะเปิดบริการมากขึ้น และจะเปิดได้มากขึ้นในสัปดาห์ต่อไป
เมื่อถามว่าจะมีผู้เสียชีวิตถึง1,000 ศพ ตามที่ พล.ต.อสุรเชชษฐ์ หักพาล ระบุหรือไม่ นพ.ศักดา กล่าวว่า ตนอยู่หน้างาน และไม่ได้ประมาทในการเตรียมการโดยมีตู้คอนเทนเนอร์เตรียมไว้7ตู้ โดยวันแรกรวบรวมได้ 110 ศพ ทั้งในและนอกโรงพยาบาล และภายใน4 วันผ่านมา ส่งเพิ่ม 30 ศพ เชื่อว่าหากจะมีเพิ่มเติมคงไม่มาก ในส่วนพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง และปรากฎตามที่มีข่าวนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
เมื่อถามย้ำว่า การเอาการเมืองมาปั่น เป็นการบั่นทอนจิตใจของคนทำงานหรือไม่ นพ.ศักดา กล่าวว่า ไม่ได้บั่นทอน ที่อยากสื่อสารมี 2 ประเด็น คือ สื่อสารความจริงไม่ใช่ตามความเชื่อหรือความรู้สึก มิฉะนั้นหากเอามาปนกันประชาชนจะสับสน และต้องการสื่อสารหน้างานที่ทำงานอยู่ทุกวัน พยายามสื่อสารว่าหากไม่เชื่อจะไปเปิดดูให้ที่หน้าตู้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อจำกัดเรื่อวการชันสูตรพลิกศพ เราต้องการให้ดูทุกอย่าง และอยากบอกว่าความจริงถ้าอยากรู้หรือมีข้อสงสัย ควรถามที่หน้างานน่าจะดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่าตามแผนแล้วประเมินตัวเลขของผู้เสียชีวิต จากนี้จะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.ศักดา กล่าวว่า ถ้าจะเพิ่มจากสถิติคงเป็นหลักหน่วย
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงทำการส่งร่างคืนญาติ ได้จำนวนไม่มาก นพ.ศักดา กล่าวว่า มี 3 ส่วนที่ต้องดู คือ เวลาที่เสียชีวิต สาเหตุการเสียชีวิต และเรื่องของบุคคล ในช่วงที่โกลาหลนิติเวช ที่ทำหน้าที่พิสูจน์อัตลักษณ์ ยังไม่ลงไปทำหน้าที่อาจมีการค้างในช่วงแรก แต่หลังจากมีคนลงไปช่วยสามารถทำได้ต่อเนื่อง
โดยการแบ่งสาเหตุเสียชีวิตในรพ.และนอกรพ.จะไปที่ศูนย์พิสูจน์อัตลักษณ์ ใช้ระบบนิติวิทยาศาสตร์ แยกเพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง และที่ช้าคือเรื่องของการหาสาเหตุผู้เสียชีวิตร่วมกับการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ส่วนสาเหตุอื่นเช่นการจมน้ำหรือพลัดตกน้ำ ผู้ป่วยติดเตียงหรือไม่ได้รับการรักษา เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมภายนอกมาประกอบเพื่อยืนยันการเสียชีวิตโดยกระทรวงสาธารณสุขจะทำงานร่วมกันตำรวจ เพื่อชี้หาสาเหตุ หาสาเหตุการตาย ส่วนกระบวนการของญาติผู้เสียชีวิต จะนำไปทำอะไรต่อไปเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เช่น การทำธุรการ เบิกประกันชีวิต ดังนั้นเราต้องทำข้อมูลให้ครบถ้วนตามกระบวนการส่งข้อมูลที่ระบุว่าจะสามารถนำไปเยียวยา2ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลจะนำเข้าไปสู่กระบวนการ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเสียชีวิตจากสาเหตุทางอ้อมหรือสาเหตุอะไรที่ทำให้เสียชีวิต ที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์น้ำท่วม จะจัดเคสอย่างไร นพ.ศักดากล่าวว่า ต้องสืบสวนสอบสวนพยานแวดล้อม ทั้งจากญาติชี้ตำรวจไปดูสถานการณ์หน้างานประกอบการเสียชีวิตว่าสอดคล้องกันหรือไม่ โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นละเอียดบุคคลมีระบุไว้อยู่แล้ว
ด้านนพ.เอกชัย กล่าวถึงการฟื้นฟูชุมชนและสุขาภิบาล ว่ากระทรวงสาธารณสุข ดูแลประชาชนหลังน้ำท่วม โดยมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สับเปลี่ยนหมุนเวียน ระดมกำลังจากพื้นที่ใกล้เคียงหลายจังหวัด 104 ทีม ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 -30พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้Mini-MERT บริการ ประชาชน 11,147 ราย
และทีมแพทย์เดินเท้า 124 ทีม ครอบคลุม 78 ชุมชน จาก 103 ชุมชน ให้บริการทั้งหมด 10,427 ราย และส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางบกและทางอากาศ รวมถึงมีทีมประเมินสุขภาพจิตหลังน้ำท่วม 30 ทีม ให้บริการ 3,820ราย พบเครียดสูง 216 ราย และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 8 ราย จึงติดตามอย่างใกล้ชิด ในกรณีที่มีความเสี่ยงทำร้ายตัวเอง จะส่งต่อรักษาในรพ.พยาบาล และติดตามอาการต่อเนื่อง นอกจากนั้นจะให้คำแนะนำประชาชนในการดูแลรักษาตัวเอง และการป้องกันภาวะหลังน้ำท่วมโดยเฉพาะไข้ฉี่หนู
“ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทรัพย์ 100 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูรพ.หาดใหญ่ ซึ่งเบื้องต้นประเมินความเสียหายอาคารสถานที่ รวมถึงระบบน้ำประปาไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างแก้ไขหรือเร่งด่วนเพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพให้บริการประชาชนโดยเร็ว“

