หมอเตือน เชื้อราหลังน้ำลด ภัยเงียบที่ต้องระวัง มีแทบทุกบ้าน คุกคามต่อจากน้ำท่วม แนะวิธีกำจัด

3.12.25 | 08:56 น.

หมอเตือน เชื้อราหลังน้ำลด ภัยเงียบที่ต้องระวัง มีแทบทุกบ้าน คุกคามต่อจากน้ำท่วม แนะวิธีกำจัด

วันที่ 3 ธันวาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและโภชนวิทยาคลินิก และเป็นนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ เปิดว่า จากกรณีน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้หลายๆพื้นที่ และเวลานี้ น้ำลด ถึงเวลาที่ ทุกบ้านจะต้องทำความสะอาด

“แต่น้ำลดแล้ว แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะ จุดที่น่ากังวลที่สุดหลังน้ำท่วมไม่ใช่แค่ดินโคลนและกลิ่นอับ แต่คือ เชื้อรา ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในทุกจุดที่เคยเปียกชื้น เชื้อราบางชนิดไม่เพียงทำให้แพ้ แต่ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดนั้น ทุกบ้านจำเป็นจะต้องทำให้ปลอดเชื้อรามากที่สุด”นพ.ฆนัท กล่าว

นพ.ฆนัท กล่าวว่า งานวิจัยจากต่างประเทศพบว่า หลังเหตุภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม–ดินถล่ม มีโอกาสพบการติดเชื้อราแบบรุกรานสูงขึ้นโดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเชื้อรา 3 กลุ่มดังนี้ 1. Aspergillus (แอสเปอร์จิลลัส) เป็นเชื้อราในอากาศที่พบได้บ่อย  ในคนทั่วไปมักไม่รุนแรง แต่ใน ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เกิด Invasive Aspergillosis หรือ เมื่อเชื้อราแพร่กระจายจากปอดไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ สมอง หรือไต โรคนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรืออวัยวะ ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยโรคปอดขั้นรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษา โรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ที่ปอด ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน

2.เชื้อราดำ พบหลังแผลปนเปื้อนน้ำสกปรก ดิน และซากสิ่งปฏิกูล โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือคนที่ร่างกายอ่อนแอ และ  Stachybotrys: ปล่อยสารระคายเคืองและสารพิษ ทำให้แสบตา คัดจมูก หอบกำเริบได้ง่าย 3. Alternaria / Penicillium คือ ตัวกระตุ้นอาการแพ้และหอบหืดที่พบบ่อย  มักเติบโตบนผนังที่เคยเปียก เฟอร์นิเจอร์ไม้ และเสื้อผ้าที่แห้งไม่สนิท

Advertisement

นพ.ฆนัท กล่าวว่า จุดซ่อนตัวของเชื้อราในบ้านหลังน้ำลด นั้น พบว่า เชื้อราสามารถเติบโตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง ถ้ายังมีความชื้นสะสม เจ้าของบ้านจะต้อง ตรวจจุดเหล่านี้ให้ละเอียด ที่บริเวณ ฝ้าเพดานและผนังที่เคยสัมผัสน้ำ ใต้ซิงก์ ใต้อ่างล้างจาน มุมอับลม ด้านหลังตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะไม้ ที่นอน โซฟา ผ้าม่าน พรม
รองเท้า ผ้ากระเป๋า เสื้อผ้าที่ยังอับชื้น

สำหรับ วิธีจัดการเชื้อราแบบทำได้จริงในบ้านไทย (ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ) หัวใจสำคัญคือ ทำให้บ้านแห้งเร็วที่สุด เปิดประตู–หน้าต่าง ให้ลมผ่านตลอดเวลา ใช้พัดลมตั้งพื้นช่วยเป่า ถ้ามีแอร์ ให้เปิดโหมด Dry เพื่อลดความชื้น ยกเฟอร์นิเจอร์ออกจากผนังเพื่อให้อากาศผ่านด้านหลัง

ทำความสะอาดผนัง ฝ้า เพดาน แบบไม่ทำให้สปอร์ฟุ้ง ต้องทำคือ ทำให้เปียกก่อนเช็ด เพื่อลดการฟุ้งของสปอร์ราโดย ผสมน้ำยาซักผ้าขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อรา (เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1–0.5%) ใช้ผ้าชุบน้ำ หรือน้ำยาที่ผสมไว้ เช็ดให้ชุ่มก่อน จากนั้นค่อยใช้ฟองน้ำเช็ด ไม่ใช้แปรงแข็งถูแรง เพราะจะกระจายสปอร์ในอากาศ ทิ้งไว้ให้แห้ง หากเป็นผนังที่มีราขึ้นชัดเจน แนะนำทาสีรองพื้นกันเชื้อราเมื่อแห้งสนิท

” สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การขัดแบบแห้ง–กวาดแห้ง–หรือปัดฝุ่นแห้ง เพราะทำให้สปอร์ฟุ้งกระจายได้ง่ายที่สุด”นพ.ฆนัท กล่าว

นพ.ฆนัท กล่าวว่า สำหรับเสื้อผ้าและสิ่งทอนั้นต้อง แช่น้ำร้อนผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ 30 นาที
ด้วยน้ำอุ่นหรือร้อน ตากแดดจัดให้แห้ง 100% รีดด้วยไอน้ำร้อนอีกชั้นหนึ่ง ถ้ามีกลิ่นอับแรง หรือมีจุดดำชัดเจน แม้ซักแล้ว ควรทิ้ง

“สำหรับที่นอน โซฟา พรม (ของชิ้นใหญ่) กรณีไม่มีเครื่องดูดฝุ่นที่มี HEPA หรือ แผ่นกรองอากาศที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้อย่างน้อย 99.97% ของอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน ให้ใช้ ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ คลุมผิวหน้า” แล้วทิ้งไว้ 10–15 นาทีพื่อให้สปอร์ไม่ฟุ้งเวลาเช็ด หรือใช้ “สเปรย์น้ำยาเจือจาง” ฉีดพรมหรือโซฟาให้ชื้นก่อนเช็ด หากยังมีกลิ่นหรือรอย ควร เปลี่ยนใหม่ เพราะเชื้ออาจฝังลึกในใยวัสดุ”นพ.ฆนัท กล่าว

นพ.ฆนัท กล่าวว่า สำหรับ กลุ่มเสี่ยงที่ควรย้ายไปพักในที่แห้งชั่วคราว แม้ว่านำจะลดแล้วคือ เด็กเล็กและทารก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หอบหืด ปอดเรื้อรัง มะเร็ง  ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์เป็นประจำ และต้องหมั่น สังเกตอาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์ คือ ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงหวีด คัดจมูกเรื้อรัง น้ำมูกไหลไม่หาย  ผื่นแดง คัน หรืออาการแพ้ที่เป็นนานผิดปกติ และต้องแจ้งแพทย์ด้วยว่า บ้านเคยน้ำท่วม–หรือมีปัญหาเชื้อรา เพื่อช่วยให้วินิจฉัยแม่นยำขึ้น