เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 12/2568 ถึงปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ว่า สธ. โดยกรมอนามัย ได้เริ่มสร้างความรับรู้กับประชาชนว่าถ้าหน้าหนาวมาก็จะมีมีฝุ่นมา เนื่องจากการเผาพืชผลทางการเกษตรและสภาพอากาศไม่ระบาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง นักเรียน ทั้งนี้ ได้ให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ การแจ้งเตือน การออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ การสนับสนุนหน้ากากอนามัยให้กับประชาชน เป็นต้น
ด้าน นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้เตรียม 4 มาตรการรองรับ เพื่อดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เด็ก ผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การสร้างความรอบรู้ให้ประชาชนและกลุ่มเสี่ยง มาตรการที่ 2 การรณรงค์สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน ทั้งชนิดธรรมดาและ N95 โดยปี 2569 มีเป้าหมายทำห้องปลอดฝุ่นทั้งหมด 20,000 ห้องทั่วประเทศ มุ้งสู้ฝุ่น 5,000 หลัง เพื่อแจกให้กับกลุ่มเปราะบาง มาตรการที่ 3 การบริหารจัดการพื้นที่ในโรงพยาบาลสังกัด สธ. โดยให้มีคลินิกระบบทางเดินหายใจ หรือคลินิกอาชีวเวชกรรมอย่างน้อยจังหวัดละ 2 แห่ง เพื่อให้บริการประชาชน และ มาตรการที่ 4 การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในแต่ละจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามค่าฝุ่นละอองได้ผ่านเว็บและแอพพลิเคชั่น Air4Thai โดยกรมควบคุมมลพิษ
เมื่อถามถึงห้องปลอดฝุ่น 20,000 ห้องจะทำที่ไหนบ้าง นพ.ปองพล กล่าวว่า ทั้งหมด 2 หมื่นแห่ง จะอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล สถานที่เอกชน และโรงพยาบาลในทุกระดับ หอผู้ป่วยในและหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการเป็นเป้าหมายของปี 2569
ถามต่อถึงรายงานผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และแนวโน้มการเกิดโรค นพ.ปองพล กล่าวว่า รายงานผู้ป่วยในขณะนี้ยังมีเล็กน้อย เพราะสถานการณ์ยังอยู่ในระดับสีเหลือง ค่อนข้างปกติ บางพื้นที่อาจจะมีสีส้ม เริ่มมีผลกระทบ แต่ยังไม่มีผู้ป่วยอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต
เมื่อถามถึงข้อมูลผลกระทบของฝุ่นที่มีความสัมพันธ์กับโรครุนแรงต่างๆ เช่น มะเร็งปอด อย่างไร นพ.ปองพล กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 มีข้อมูลว่าผู้ที่มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงขึ้น จึงต้องป้องกันกลุ่มเสี่ยงในการให้อยู่ในห้องปลอดฝุ่น การใช้เครื่องฟอกอากาศ เลี่ยงการเข้าสถานที่มีฝุ่นเยอะ คนเยอะ และให้สวมหน้ากากอนามัย อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยก็พบว่า PM2.5 อาจมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งปอดสูงขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยอยู่บ้าง

