กรมสุขภาพจิตเผยชาวหาดใหญ่ 10% เสี่ยงสูง เพิ่มทีม MCATT เดินเท้าเข้าเยียวยาจิตใจประชาชน

6.12.25 | 17:57 น.

กรมสุขภาพจิตเผยชาวหาดใหญ่ 10% เสี่ยงสูง เพิ่มทีม MCATT เดินเท้าเข้าเยียวยาจิตใจประชาชน

วันนี้ (6 ธันวาคม 2568) นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังเผชิญอุทกภัยต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2568 มีทีม MCATT จากหลายจังหวัด สนับสนุนการลงพื้นที่เพื่อประเมินและคัดกรองด้านสุขภาพจิตแก่ประชาชนแล้ว 39,504 ราย โดยประกอบด้วย กลุ่ม A ผู้บาดเจ็บ ญาติผู้เสียชีวิต 759 ราย กลุ่ม B ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั่วไป 36,692 ราย กลุ่ม C ผู้ช่วยเหลือ/ผู้ปฏิบัติงาน 1,656 ราย และกลุ่ม D ประชาชนทั่วไปในชุมชน 397 ราย

“ขณะนี้ ทีม MCATT ยังคงพบผู้มีภาวะเครียดสูงและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็นระยะ โดยพบผู้มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย จำนวน 105 ราย และในจำนวนนี้ ร้อยละ 10 จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ทั้งหมดได้รับการส่งต่อเพื่อรับการดูแลรักษาตามแนวทางที่วางไว้รวมถึงบันทึกข้อมูลเพื่อติดตามต่อเนื่อง กรมสุขภาพจิตยังคงปฏิบัติงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ทีมเดินเท้าเยี่ยมบ้านในชุมชน” ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนสำรวจจิตใจตัวเอง และคนรอบข้าง ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอารมณ์พฤติกรรม หรือบุคลิก ใดๆหรือไม่ เพื่อจะได้แจ้งต่อทีมที่ไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อแพทย์ใกล้บ้านเพื่อรับคำปรึกษาหรือโทรศัพท์สายด่วนสุขภาพจิต 1323, line OA 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

Advertisement

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตจะพัฒนาและถ่ายทอด หลักการปฐมพยาบาลทางใจ (Psychological First Aid: PFA) ที่เข้าใจง่าย ให้แก่ทีมหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หน่วยกู้ภัย และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการทำงานภารกิจของแต่ละหน่วย สื่อสารกับประชาชนอย่างถูกต้อง ลดความตึงเครียด และป้องกันผลกระทบทางใจระยะยาว

“ขอบคุณบุคลากรทุกภาคส่วนที่ร่วมปฏิบัติงานในภาวะวิกฤตครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทีมกู้ภัย หน่วยสนับสนุนงานด้านโลจิสติกส์ ทีมแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา จิตอาสา ไปจนถึงสื่อมวลชน ทุกความพยายามคือพลังสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนปลอดภัย ขอขอบคุณทุกคนที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ เพราะภารกิจ ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ต้องการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยเหลือในภาวะภัยพิบัติมักเผชิญความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะการปฏิบัติงานภายใต้ความกดดันต่อเนื่องอาจเสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรัง ภาวะหมดไฟ (Burnout) และซึมเศร้าได้หากไม่ได้รับการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม จึงขอให้ผู้ปฏิบัติงานเตรียมความพร้อมให้กับตนเองและดูแลใจตัวเองก่อน เพื่อจะดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เริ่มมีความเครียด อ่อนล้าจากการปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน สามารถประเมินสถานการณ์ทางใจผ่านทาง www.วัดใจ.com (Mental Health Check In) หรือ สำหรับวิธีการดูแลตนเองสามารถทำได้ ดังนี้ 1.หาเวลาในการพัก ปรับสมดุลใจ ให้เวลาในการผ่อนคลาย ออกกำลังกายเบา ๆ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจ 2.พูดคุยแลกเปลี่ยนกับทีม เพื่อลดความเครียดสะสมและรับรู้ว่าตนเองไม่ได้เผชิญสถานการณ์หนักเพียงลำพัง 3.กลับเข้าสู่งานประจำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลีกเลี่ยงการเร่งทำงานหนักทันทีหลังภารกิจ 4.ลดภาระงานบางส่วนชั่วคราว หากรู้สึกอ่อนล้าหรือยังมีอาการเครียด 5.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย สมาธิลดลง นอกจากนี้ ให้สังเกตสัญญาณเตือนเสี่ยงทางสุขภาพจิตของเพื่อนร่วมงาน หากพบมีความผิดปกติ ให้พูดคุยให้กำลังใจเบื้องต้น หากไม่ดีขึ้นให้พาพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้เคียงทันที