รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดทส. เข้ากระทรวงวันแรก เผยอบอุ่นเหมือนกลับบ้าน จ่อชงครม.จัดการพื้นที่ป่าไม้ถาวร

8.12.25 | 14:08 น.

รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. เข้ากระทรวงวันแรก รับอบอุ่นเหมือนกลับบ้าน พร้อมทำงานทุกภารกิจ ย้ำจัดการพื้นที่ทับซ้อน ยึดหลักข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน ขณะเดียวกันต้องรักษาป่าอย่างเต็มที่ จ่อชง ครม.จัดการพื้นที่ป่าไม้ถาวร


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ธันวาคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. เดินทางเข้ากระทรวงเป็นวันแรก พร้อมสักการะพระพุทธสยัมภู สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและ รมว.ทส. ร่วมแสดงความยินดี และมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นนางรวีวรรณให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมทำงาน เพราะเหมือนเราได้กลับบ้าน อยู่กระทรวงทรัพยากรฯมาประมาณ 25 ปี แม้จะมีช่วงหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำเรื่อง One Map ที่สำนักงานนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) แต่ก็มีการเชื่อมโยงการทำงานกับกระทรวงทรัพยากรฯมาโดยตลอด ซึ่งการกลับมาที่นี่ก็ได้รับความอบอุ่นเหมือนกลับบ้าน

Advertisement

ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ นางรวีวรรณกล่าวว่า มีภารกิจค่อนข้างมากและมีความสำคัญในหลายส่วน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเข้ามาช่วยกำกับดูแลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ร่วมมือกับกรุงเทพฯและภาคเอกชนออกโปรสู้ฝุ่น โดยภาคเอกชนให้ส่วนลดในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง บำรุงรักษารถยนต์เก่า โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการจัดการขยะ ภัยไฟป่าในช่วงมกราคม-มีนาคม 2569 ที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งการบริหารจัดการป่าไม้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เรื่อง Net Zero รวมถึงการให้ความร่วมมือช่วยเหลือปัญหาพื้นที่ชายแดน ซึ่งได้ส่งกำลังพลของ ทส.ไปช่วยในทุกสถานการณ์หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งได้กำชับให้มีการประหยัดงบประมาณ และส่วนการทำงานต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ดังนั้น ทุกหน่วยงานต้องมีวิธีการทำงานที่ต้องอยู่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ซึ่งต้องพิจารณาว่าต้องนำเทคโนโลยีลักษณะใดเข้ามาช่วย เช่น เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม หรือการสำรวจอื่นๆ

ส่วนเรื่องการบริหารจัดการที่ดินในเขตป่าหรือพื้นที่ทับซ้อน นางรวีวรรณกล่าวว่า ภาพรวมทั้งประเทศต้องว่ากันไปตามการพิจารณาการใช้ประโยชน์ และการรับฟังข้อเท็จ คือหัวใจสำคัญที่จะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน หากประชาชนอยู่ก่อนการประกาศเป็นที่ดินของรัฐ เราก็ต้องให้ความเป็นธรรม ซึ่งถือเป็นธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันเราก็ต้องรักษาป่าให้เต็มที่ แต่ในพื้นที่ใดในอดีตมีการประกาศทับพื้นที่ทับซ้อน เราต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การอ่านภาพถ่ายอากาศในอดีต ภาพถ่ายดาวเทียม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เป็นหลักธรรมาภิบาลที่ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านที่เดือดร้อนด้วย ในส่วนของ One Map เราได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยจะนำมาเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ก็ต้องผนวกรวมเพิ่มตามนโยบายและเป้าหมาย Net Zero ของรัฐบาล

ปลัด ทส.กล่าวอีกว่า ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯแล้ว ซึ่งขอให้มีการเร่งรัดในส่วนของการจัดการพื้นที่ป่าไม้ถาวรเป็นอันดับต้น ซึ่งพื้นที่ป่าไม้ถาวรมีประมาณ 3 ล้านไร่ ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ จากการสำรวจพบว่าในบางพื้นที่มีราษฎรเข้าไปใช้ประโยชน์แล้ว และพบว่ายังเป็นพื้นที่สีเขียวอีกประมาณ 1 ล้านไร่ โดยจะมีการขับเคลื่อนให้เกิดการอนุญาตให้ราษฎรอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะตอนนี้การค้าขายกับต่างประเทศ หากมาจากแหล่งกำเนิดที่ยังไม่มีการรับรอง จะไม่สามารถจำหน่ายส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ราษฎรจะมีความเดือดร้อนมาก โดยในเรื่องนี้รอเข้าการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบ กรมป่าไม้จะนำเข้ากระบวนการ โดยส่วนหนึ่งจัดเข้าพื้นที่ทำกินของราษฎร อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ป่า