TNDR จับมือ เชียงราย นำข้อมูลท่วม 1,512 จุด สร้างระบบเตือนภัย-ฟื้นฟูชุมชน
วันนี้ (12 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการ Kick Off การพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม จ.เชียงราย ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อรวบรวมข้อมูลระดับน้ำท่วมและพฤติกรรมของน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อมูลสงครามสลับกันวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง การวางแผนเตรียมความพร้อม และการจัดการภัยพิบัติในอนาคต โดยมี นายพิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ผู้แทน สทนช. และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม
ทั้งนี้ โครงการพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม (Beyond Recovery Project) เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF) ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจใน จ.เชียงราย เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม การบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ได้ช่วยให้การดำเนินงานมีทั้งความถูกต้องทางวิชาการและความเข้าใจสภาพพื้นที่จริง สำหรับการสำรวจและทำเครื่องหมายระดับน้ำท่วม (Flood Marks) อย่างเป็นระบบนั้น ทีมสำรวจได้ลงพื้นที่ครอบคลุมในเขตเมืองเชียงรายและตำบลที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก รวมทั้งสิ้น 7 ตำบล และสามารถเก็บข้อมูลหมุดน้ำท่วมได้รวมทั้งสิ้น 1,512 จุด ดังนี้ ต.ดอยฮาง 63 จุด ต.ริมกก 455 จุด ต.เวียง 35 จุด ต.แม่ข้าวต้ม 201 จุด ต.บ้านดู่ 272 จุด ต.รอบเวียง 387 จุด และ ต.แม่ยาว 99 จุด

ข้อมูลที่บันทึกในแต่ละจุดประกอบด้วยระดับน้ำท่วม โดยมีการใช้เทคโนโลยี Mobile Mapping Survey (MMS) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรองรับการนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นแผนที่ดิจิทัลที่อ้างอิงระดับน้ำทะเลปานกลางในขั้นต่อไป ประชาชนในพื้นที่ยังมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลน้ำท่วมในอดีตและความเสี่ยงเชิงพื้นที่ ซึ่งช่วยเสริมความถูกต้องและความสมบูรณ์ของฐานข้อมูล โดยข้อมูลเครื่องหมายระดับน้ำท่วมทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อใช้จัดทำแผนที่น้ำท่วมฉบับปรับปรุงของจังหวัดเชียงราย แผนที่นี้จะเป็นเครื่องมือหลักสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง การวางมาตรการป้องกัน และการเตรียมความพร้อมรับฤดูน้ำหลากอย่างมีหลักฐานรองรับ และเมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงกับระบบภูมิสารสนเทศ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของพื้นที่เสี่ยง สามารถระบุจุดเปราะบาง รวมทั้งจัดลำดับพื้นที่ที่ต้องการการดำเนินการเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายพิจิตต กล่าวว่า สถาบันการศึกษา ไม่ได้ทำงานวิจัยเพื่อวางบนหิ้ง แต่ต้องการสร้างต้นแบบการจัดการน้ำท่วม การประเมินความเสี่ยง และการสร้างชุมชนเข้มแข็งให้ใช้ได้จริงในพื้นที่ ทั้งนี้ เครือข่ายได้เสนอเป้าหมายหลัก 4 ประการ 1.พัฒนาโมเดลระบบจัดการน้ำท่วมและการคาดการณ์ล่วงหน้า 2.ส่งเสริมการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีโดยชุมชน 3.ถ่ายทอดความรู้ให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ 4.ขยายผลต้นแบบจากเชียงรายไปยัง อ.หาดใหญ่ และ จ.ยะลา

ผู้สื่อข่าวรายว่า นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาเชิงระบบเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน–จุดแข็งของการจัดการน้ำท่วมใน จ.เชียงราย ทั้งด้านระบบระบายน้ำ การเตือนภัย การอพยพ และประสบการณ์จริงของผู้ประสบภัยในพื้นที่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Flood map ที่โครงการกำลังดำเนินการจัดทำต่อไปนี้ จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้เพื่อวางแผนรับมือ กำหนดจุดอพยพ เส้นทางเคลื่อนย้าย และคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้น คณะทำงานและผู้แทนหน่วยงานส่วนกลางได้ร่วมสาธิตการพ่นเครื่องหมายระดับน้ำท่วม (Flood Mark) บริเวณศาลากลาง พร้อมชมการทำงานของรถ MMS และแสดงข้อมูลจากการสำรวจเบื้องต้น ก่อนลงพื้นที่ ต.แม่ยาว และชุมชนกะเหรี่ยงรวมมิตร เพื่อรับฟังปัญหาจริงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก และหารือแนวทางการลดความเสี่ยงและการฟื้นฟู

โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน คณะผู้ร่วมประชุมได้ลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมซ้ำซาก สอบถามปัญหาและความเดือดร้อนจากผู้นำชุมชน รวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็น ความช่วยเหลือ แนวทางลดความเสี่ยง และการปรับตัว ณ ชุมชนพื้นที่เสี่ยง เทศบาลตำบลแม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จากนั้น รับฟังผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วม ที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร สำรวจจุดระดับน้ำท่วมในชุมชน และลงเรือศึกษาผลกระทบเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณแนวตลิ่งและบ้านที่จมน้ำ ณ ท่าปางช้างแม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อประเมินผลกระทบแนวตลิ่งและบ้านเรือนที่จมน้ำ โดยข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้วางแผนฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป


