เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2569 สปสช.ได้รับงบประมาณปลายปิดมา ประมาณ 3 พันล้านบาท ตอนนี้ใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถือว่าเป็นการบริหารงบประมาณอย่างจำกัด แต่ สปสช. ยืนยันจะสนับสนุนการให้บริการของหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 วิชาชีพเช่นเดิม แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับระบบ จึงมีการเชิญผู้แทนสภาวิชาชีพมาหารือกันอย่างเป็นทางการแล้ว 2 ครั้ง เป็นที่รับทราบในเรื่องนี้ โดยจะต้องปรับการบริหารงบ เพราะถ้าไม่ปรับเลย งบจะหมดภายใน 2 เดือน ขณะที่การของบกลางเพิ่มจากรัฐบาล ค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยมีการเติบโตจีดีพีน้อย รวมถึงมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเยอะมาก เราจึงบริหารงบที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ หน่วยนวัตกรรมฯ เป็นบริการเสริมขึ้นมาจากระบบปกติที่ประชาชนต้องไปโรงพยาบาล
“หากจะใช้งบให้ถึงสิ้นปีงบประมาณ ต้องมีการปรับเรื่องการให้บริการ ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบเรื่องการจำกัดโควต้าการให้บริการ เป็นสิทธิต่อเดือน เช่น เดือนนี้ไปรับบริการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านขายยา ได้กี่สิทธิ ก็จะทยอยปล่อยคูปองมาเป็นรายสัปดาห์ นอกจากนั้น ก็จะต้องจำกัดสิทธิต่อคนต่อปีด้วย แต่กรณีสิทธิหมด หรือมีอาการป่วยมากขึ้น ก็ยังไปรับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลได้เหมือนเดิม” ทพ.อรรถพร กล่าว
ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ระบบดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมกราคม 2569 ส่วนการปรับค่าบริการทางการแพทย์ให้กับหน่วยนวัตกรรมฯ ก็ต้องปรับบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับราคาตลาดอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งหน่วยนวัตกรรมฯ สามารถพิจารณาความเหมาะสมได้ สปสช.ยินดีที่จะสนับสนุนค่าบริการ แต่หากหน่วยนวัตกรรมฯ พิจารณาว่าไม่คุ้มทุน สปสช.ก็ยินดีเช่นกัน เพราะการขึ้นทะเบียนหน่วยนวัตกรรมฯ เกิดขึ้นบนความสมัครใจ
เมื่อถามถึงสิทธิที่สามารถนำไปใช้ในหน่วยนวัตกรรมฯ ได้ จะมีกี่สิทธิต่อเดือน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สิทธิแต่ละบริการจะไม่เท่ากัน เช่น กายภาพบำบัด ไม่ถูกปรับสิทธิ จะคงเดิมที่ 20 ครั้งต่อคนต่อ 6 เดือน , ทันตกรรม เดิมให้ 3 ครั้งต่อคนต่อปี ก็ปรับมาเป็น 2 ครั้งต่อคนต่อปี , เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาที่ร้านขายยา หรือคลินิก เดิมเฉลี่ย 2 ครั้งต่อคนต่อเดือน ก็ปรับเป็นเฉลี่ย 2 ครั้งต่อคนต่อปี เป็นต้น
ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการออกแบบวิธีการปล่อยสิทจให้ประชาชน สามารถเข้าไปเช็กสิทธิคงเหลือ หรือกดรับสิทธิได้ แต่จะออกมาในรูปแบบคิวอาร์โค้ด แล้วนำไปแสดงที่หน่วยนวัตกรรมฯ อาจจะเป็นการกดผ่านกระเป๋าสุขภาพ ในแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เป็นต้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ อยู่ระหว่างการออกแบบระบบ อย่างไรก็ตาม หากสิทธิเต็ม ก็สามารถกลับไปรับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ตามปกติ
“ในปีงบประมาณ 2569 เราจะใช้วิธีนี้ ส่วนปีหน้าได้งบมาเพิ่ม ก็จะปรับวิธี โดยจะมีการประเมินเป็นระยะ” ทพ.อรรถพร กล่าว

