สธ.ระดมความร่วมมือวางระบบ ‘การรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ’ ตั้งเป้าปลูกถ่าย 5 พันรายภายใน 5 ปี

18.12.25 | 16:36 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่โรงแรม The Buffalo Amphawa จ.สมุทรสงคราม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพ การรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ” โดยมี นพ.ธิติ แสวงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 คณะผู้บริหารเขตสุขภาพที่ 5 นพ.พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ ผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มีบริการปลูกถ่ายไต 13 แห่ง เข้าร่วม

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยเฉพาะการปลูกถ่ายไต ผ่านระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยตั้งเป้าหมายปลูกถ่ายไตให้ได้ 3,000 – 5,000 ราย ภายใน 3 – 5 ปี ภายใต้ 3 กลยุทธ์ คือ 1.จัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะและดวงตา (Donor Hospital) ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นและหลากหลายช่องทาง เพื่อเพิ่มจำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 2.จัดตั้งทีมผ่าตัดนำอวัยวะออก (Regional Retrieval Team) อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 2 ทีม เพื่อเพิ่มจำนวนอวัยวะที่ได้รับบริจาคจากผู้ป่วยสมองตาย และ 3.จัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation center) ในโรงพยาบาลศูนย์ที่มีศักยภาพ อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 1 แห่ง และมีเป้าหมายให้บริการปลูกถ่ายไต 100 รายต่อเขตสุขภาพ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการร่วมกันจัดทำแนวทางดำเนินงาน ยกระดับคุณภาพระบบบริการ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเขตสุขภาพ ในด้านการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะของโรงพยาบาลศูนย์ที่มีบริการปลูกถ่ายไตเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยต่อชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยอวัยวะวาย ซึ่งอาจเป็นทางรอดเดียวในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย ปอดวาย หรือตับวายระยะสุดท้าย สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายไตจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตได้สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง ถือเป็นอีกวิธีการรักษาหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถกลับมาทำงานสร้างประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติได้อีกครั้ง