สสส.-สคอ.-ภาคีชวน ‘ดื่มไม่ขับ’ ปีใหม่ 69 หนุนชุมชนตั้ง ‘ด่านปากหวาน’ 10 จว. 45 อำเภอ 

19.12.25 | 15:51 น.

สสส.-สคอ.-ภาคีชวน ‘ดื่มไม่ขับ’ ปีใหม่ 69 หนุนชุมชนตั้ง ‘ด่านปากหวาน’ 10 จว. 45 อำเภอ 

วันนี้ (19 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดแถลงข่าว “ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง” ปีใหม่ 2569 เพื่อสร้างกระแสการรับรู้และความตระหนักลดความเสี่ยงในการขับขี่ช่วงเทศกาล ที่ โรงแรม The Quarter Ratchayothin by UHG กรุงเทพมหานคร

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวถึงเทศกาลปีใหม่ว่า มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว สสส. ขอเชิญชวน “ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง” เพื่อกระตุ้นเตือนเน้นความความสำคัญของการดื่มไม่ขับ ข้อมูลอุบัติเหตุทาง ถนนของประเทศไทย มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และลดลงได้มากกว่า 30% ในกลุ่มวัยรุ่น แต่น่าเป็นห่วงในกลุ่มผู้สูงอายุ ในช่วงเทศกาลปีใหม่สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมาจาก “ดื่มแล้วขับ-ขับรถเร็ว-ตัดหน้ากระชั้นชิด” รวมถึงความเหนื่อยล้า หรือ ง่วงแล้วขับ และยังพบว่า 50% ของกลุ่มผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มักเกิดเหตุไม่ไกลจากบ้านหรือที่พักในรัศมี 5-10 กิโลเมตร การใช้ความเร็วเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะบนทางหลวง

Advertisement

“เพราะรถที่ใช้ความเร็วแค่เพียง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงปะทะเมื่อเกิดการชน เท่ากับ ตกตึก 8 ชั้น และความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงปะทะเท่ากับตกตึก 13 ชั้น ลดความเร็ว=เซฟชีวิต ปีใหม่ปีนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายรณรงค์ภายใต้แนวคิด ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว ผลิตสปอตรณรงค์ชุด ผลกระทบ เพื่อสื่อสารสะท้อนผลกระทบที่ไม่สิ้นสุด ที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ ที่ไม่ได้ส่งผลแค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ยังส่งผลไปถึง คนที่อยู่ข้างหลัง อีกจำนวนมาก” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการตัดสินใจและการขับขี่ ทำให้ตอบสนองช้าลง ตัดสินใจเบรกไม่ทัน กะระยะผิดพลาด แต่คุณมีทางเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็น ใช้แอพพลิเคชันเรียกรถมารับ โทรหาครอบครัว วางแผนการเดินทางให้รอบคอบ ถ้าดื่มต้องไม่ขับ นอกจากนี้ สสส.และภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน เช่น มูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมด้วยเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกว่า 100 เครือข่ายทั่วประเทศ ร่วมตั้งด่านกับหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานเน้นย้ำและมีมาตรการดูแลความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ตรวจแอลกอฮอล์ในอุบัติเหตุที่เกิดทุกครั้ง ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กและเยาวชน และเครือข่ายเหยื่อทั่วประเทศ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี ที่วัดใกล้บ้าน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในชุมชนท้องถิ่น สสส. ได้สนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) หนุนเสริม อปท.ตั้งด่านชุมชนปากหวาน ใช้แนวคิดบังคับเชิงบวกที่คนทำงานต้องปรับมุมมอง วิธีคิด และวิธีสื่อสารกับผู้กระทำผิด จากการตำหนิเป็นการสื่อสารเชิงบวก เพื่อช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใน 10 จังหวัด 45 อำเภอ เสี่ยงสูง เพื่อเพิ่มการ สวมหมวก ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิต

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวว่า ผลกระทบจากดื่มแล้วขับ ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ขับขี่ แต่ยังลุกลามไปถึงคนข้างหลังอีกจำนวนมาก โดยสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งแต่ละระยะสร้างภาระทั้งด้านชีวิต ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

1.ระยะสั้น ครอบครัวอาจต้องเผชิญการสูญเสียหัวหน้าครอบครัว และรายได้หลักของบ้าน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ขับขี่เป็นเสาหลักของครอบครัว ส่งผลให้คนข้างหลัง ขาดเสาหลัก ขาดผู้นำ และขาดที่พึ่ง เป็นผลกระทบแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทันที

2.ระยะกลาง คือ ภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมรถ ค่าชดเชยให้คู่กรณีที่เสียชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นภาระที่หนักขึ้นทับซ้อนในช่วงที่ครอบครัวกำลังเปราะบาง

3.ระยะสุดท้าย หากคนดื่มแล้วขับเป็นฝ่ายผิด และคู่กรณีเสียชีวิต อาจเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมชดเชยไปถึงลูกเมีย แม้คนเมาแล้วขับจะเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งถูกมองว่าเป็น มรดกที่ไม่มีใครอยากได้ เพราะทรัพย์สินที่มีอาจต้องถูกนำมาขายเพื่อชดเชยให้คู่กรณี บางครอบครัวอาจถึงขั้นล่มสลาย และต้องต่อสู้ทางกฎหมายยืดเยื้อเป็นเวลานาน แม้ไม่สามารถห้ามคนดื่มได้ แต่สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดคือ คนที่ไม่ดื่ม ต้องมาเสียชีวิต หรือพิการ เพราะคนดื่มแล้วขับ ทั้งที่ไม่ควรต้องเป็นผู้รับผลจากความประมาทของใคร

นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กล่าวว่า เครือข่ายฯ จะดำเนินการเฝ้าระวังในพื้นที่จัดงานเทศกาลส่งท้ายปีเก่าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากคาดว่า จะมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น หลังจากมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย รวมทั้งจากนโยบายการส่งเสริมการดื่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าแนวโน้มของอุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาทจะสูงขึ้น เพราะมีจุดจำหน่าย ช่วงเวลาการขาย และกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ จนอาจกลายเป็นแหล่งผลิตคนเมาลงท้องถนนเพิ่มขึ้น จึงได้ขยายการทำงานเชิงรุกใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.ขยายกิจกรรมร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคีงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน เพื่อร่วมดูแลสังคมในพื้นที่ชุมชนเขตกรุงเทพมหานคร โดยขยายผลจากการดำเนินการ ด่านหวังดี ในพื้นที่นำร่องที่เขตหลักสี่และเขตบึงกุ่ม จาก 2 เขตในปี 2568 เป็น 12 เขต 72 ชุมชน 61 ด่านหวังดี เพื่อช่วยกันดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงในชุมชน

นายวิษณุ กล่าวว่า 2.สร้างทางเลือกในการเฉลิมฉลองปีใหม่แบบไร้แอลกอฮอล์ ผ่านกิจกรรมนวเภรีล้านนา น้อมไหว้สาสดุดี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมกับเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่แบบล้านนาด้วยกลองล้านนา 9 ชนิด พร้อมการแสดงศิลปะพื้นบ้านและกาดหมั่วชุมชน ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ วันที่ 31 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00–00.00 น. หากเราร่วมกันสร้างทางเลือกเพื่อลดปริมาณการดื่มลงได้ ปัญหาและผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็จะลดลง