สธ.เสนอตัวเจ้าภาพ WHO Global Summit on Traditional Medicine ปี70 ดันการแพทย์ดั้งเดิม
วันนี้ (20 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมการประชุมองค์การอนามัยโลก Global Summit on Traditional Medicine ครั้งที่ 2 ประจำปี 2025 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย พร้อมประกาศเจตจำนงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 3rd WHO Global Summit on Traditional Medicine ในปี 2570 เพื่อผลักดันบทบาทการแพทย์ดั้งเดิมสู่ระบบสุขภาพโลก และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยทั้งด้านวิชาการและการจัดประชุมระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมกับรัฐมนตรีจากหลายประเทศ และกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอออนไลน์ ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผสานการแพทย์แผนไทยเข้ากับระบบสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานขององค์ความรู้ดั้งเดิมควบคู่กับหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน
นายพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านการแพทย์แผนไทยในระดับนานาชาติ และมีเป้าหมายผลักดันบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเครือข่ายความร่วมมือด้านการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ 3 ในปี 2570 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงความพร้อมของประเทศ ทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์ในการจัดงานระดับโลก โดยมีประเทศที่แสดงความสนใจเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วม อีก 3 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แอฟริกาใต้ และตุรกี

ผลสำคัญของการประชุม คือการรับรอง ปฏิญญาเดลีว่าด้วยการแพทย์ดั้งเดิม (Delhi Declaration on Traditional Medicine, 2025) ซึ่งเป็นกรอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมโลก พ.ศ. 2568–2577 (2025–2034) ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ 2) การกำกับมาตรฐานความปลอดภัย และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมแก่ชนพื้นเมือง 3) การบูรณาการการแพทย์ดั้งเดิมเข้าสู่ระบบสุขภาพหลัก 4) การสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุน
สำหรับการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้มอบหมายให้ นายอัครนันท์ อริยศรีพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.และ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สธ.เข้าร่วมการประชุมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนานาประเทศ
นายพัฒนา ยังได้กล่าวสนับสนุนหัวข้อการประชุม “การฟื้นฟูสมดุล: ศาสตร์และการปฏิบัติเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี” (Restoring Balance: The science and practice of health and well-being) โดยชี้ว่า แนวคิด “การฟื้นฟูสมดุล” เป็นหัวใจของการแพทย์แผนไทย ซึ่งมองว่าสุขภาพที่แท้จริงเกิดจากความสมดุลของธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวสู่การปฏิบัติ ผ่านการออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา มีการออกประกาศคุ้มครองตำรับยาแผนไทยแล้ว 39 ฉบับ ครอบคลุมตำรับยามากกว่า 60,000 ตำรับ ซึ่งมีคุณค่าต่อการสาธารณสุข การศึกษา การวิจัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การแพทย์แผนไทยยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลโรคเรื้อรัง ปัญหากล้ามเนื้อ และกระดูก รวมถึงสุขภาพจิต ผ่านการบูรณาการบริการ เช่น การนวดไทยและการใช้ยาสมุนไพรในสถานพยาบาลของรัฐ ทั่วประเทศ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นายพัฒนา กล่าวย้ำว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาชาติจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยจึงเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับงานวิจัยสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำและราชวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมแบ่งปันประสบการณ์และร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อยกระดับการแพทย์ดั้งเดิมให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพโลกอย่างแท้จริง

