สธ.รณรงค์ขับขี่ปลอดภัยปีใหม่ เน้น ‘ลดเร็ว ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ’ เข้ม กม.คุม ‘น้ำเมา’
วันนี้ (23 ธันวาคม 2568) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. เป็นประธานแถลงข่าวและร่วมเปิดกิจกรรมตรวจสุขภาพผู้ขับขี่เพื่อเตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมแถลง

นายวรโชติ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี ประชาชนมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สธ.จึงร่วมกับหน่วยงานความปลอดภัยทางถนน รณรงค์จัดทำมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยปีนี้มีแคมเปญรณรงค์ คือ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เนื่องจากความเร็ว
ในการขับขี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุบัติเหตุทางถนนมีความรุนแรงมากขึ้น ควบคู่กับรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” ซึ่งจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้และเกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้อัตราดื่มแล้วขับช่วงเทศกาลปีใหม่ลดลงจากร้อยละ 33.06 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 22.08 ในปี 2568 และจำนวนอุบัติเหตุทางถนน ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตลดลงต่อเนื่อง แต่ที่ดีสุดคืออัตราดื่มแล้วขับลดลงจนเป็นศูนย์ จึงขอความร่วมมือประชาชน หากดื่มต้องไม่ขับและขับต้องไม่ดื่ม รวมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ร้านค้า สถานประกอบการ ด่านชุมชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันลดจำนวนผู้ที่ดื่มแล้วออกมาขับขี่

นพ.วรโชติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเพิ่มการรณรงค์ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พบการ “หลับใน” เป็นสาเหตุอันดับ 3 ของอุบัติเหตุทางถนน รองจากการขับรถเร็วและการตัดหน้ากะทันหัน และทำให้เกิดความรุนแรงสูง เนื่องจากเมื่อวูบหลับเพียงไม่กี่วินาทีจะไม่สามารถควบคุมยานพาหนะได้ ทำให้เกิดการชนโดยตรงหรือข้ามเลนในลักษณะที่อันตรายสูงมากโดยสาเหตุของการง่วงหรือหลับในมักเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ขับขี่โดยตรง เช่น ความเหนื่อยล้า การอดนอน การทำงานเป็นกะ โรคประจำตัว เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) รวมทั้งการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาหวัด ยาแก้แพ้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งส่งผลต่อสมาธิและการตอบสนองลดลง ดังนั้น จึงต้องสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากการง่วงแล้วขับ สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของความง่วงได้ด้วยตัวเอง เช่น หนังตาตก เหม่อลอย หรือจำเส้นทางที่ผ่านมาไม่ได้ และหยุดพักทันทีแม้มีอาการเพียงเล็กน้อย

นายวรโชติ กล่าวว่า สธ.จึงได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการจัดจุดพักรถ ให้คำแนะนำการคลายง่วง และสนับสนุนการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้อง โดยจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพผู้ขับขี่ เพื่อเตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นของขวัญให้กับพนักงานขับรถภายในและภายนอก สธ.รวมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการสื่อสารรณรงค์ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” อย่างเข้มข้น มีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้นในปีนี้ โดยบูรณาการความร่วมมือจัดจุดพักรถและให้บริการประชาชน เพื่อลดความเหนื่อยล้าและป้องกันการหลับใน ควบคู่กับการคัดกรอง ผู้ขับขี่โดย อสม.และเจ้าหน้าที่ เพื่อสกัดกั้นผู้มีอาการมึนเมาไม่ให้ออกสู่ถนน, สอดส่องเฝ้าระวังร้านค้าในชุมชนไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี, ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนด้วยการเคาะประตูบ้าน หรือสื่อสารผ่านผู้นำชุมชน/สื่อในชุมชน เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน หรือสื่อพื้นบ้านต่างๆ รวมทั้งพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนอย่างถูกวิธีก่อนส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์หรือสถานพยาบาลอย่างปลอดภัย และขอให้ อสม. กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ได้เป็นแบบอย่างที่ดีเรื่องพฤติกรรมความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งช่วยป้องกันหรือลดจำนวนอุบัติเหตุได้

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั้งในส่วนกลางและจังหวัดเพื่อประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง, ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สนับสนุนชุดปฏิบัติการฉุกเฉินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้พร้อมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่จุดเกิดเหตุ, เตรียมความพร้อมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ให้หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ให้จัดเตรียมทีมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) และขั้นสูง (ALS) ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลตามความเหมาะสม เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที, เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เช่น เหตุทะเลาะวิวาท หรือภัยพิบัติ เพื่อให้บริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, สนับสนุนการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาสาเหตุ จุดเสี่ยง และพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ รวมถึงดำเนินมาตรการป้องกันและประชาสัมพันธ์รณรงค์ในพื้นที่ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทาง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้มีเวลาในการรักษาผู้ป่วยจากโรควิกฤตฉุกเฉินได้อย่างเต็มที่

ด้าน นพ.มณเฑียร กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้เตรียมมาตรการเพื่อลดผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุดื่มแล้วขับ ได้แก่ 1) บูรณาการการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอแนวทางป้องกันต่อศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน 2) รณรงค์และประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายแก่ร้านค้าและประชาชน โดยเฉพาะการห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามขายในสถานที่ห้ามขาย ห้ามกิจกรรมส่งเสริมการขาย และห้ามขายนอกเวลาที่กำหนด 3) ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน โดยให้ด่านชุมชนใช้เกณฑ์การประเมินอาการมึนเมาเบื้องต้น เพื่อตักเตือนและสกัดกั้นคนในชุมชน โดยปีนี้ได้เสริมอุปกรณ์ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในพื้นที่นำร่อง 4) บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5) ส่งเสริมวัฒนธรรมเทศกาลปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เน้นจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งนี้ หากประชาชนพบการกระทำผิด แจ้งได้ที่ศูนย์ร้องเรียนบุหรี่และสุรา สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค โทร.0 2590 3342 หรือ สายด่วน 1422


