กรมอนามัย ห่วงอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ ขอนักดื่มไม่ขับรถโดยเด็ดขาด แนะใช้ขนส่งสาธารณะแทน

31.12.25 | 15:08 น.

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนมักรวมกลุ่มจัดงานสังสรรค์กับครอบครัวและญาติมิตร ซึ่งมักมีการบริโภคแอลกอฮอล์ หากดื่มในปริมาณมากหรือดื่มอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและปัญหาสุขภาพที่รุนแรง โดยสาเหตุการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ได้แก่ อุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับ โรคตับแข็งและโรคตับจากแอลกอฮอล์ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึงการบาดเจ็บ ความรุนแรง และการทำร้ายตนเอง

พญ.อัมพร กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 20.9 ล้านคน โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ เบียร์ ร้อยละ 58.3 รองลงมา คือ สุราขาว หรือสุรากลั่นชุมชน ร้อยละ 24.2 ขณะเดียวกัน งานศึกษาของต่างประเทศ พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและมีความถี่ ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคหลอดเลือดสมอง

พญ.อัมพร กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสำคัญ เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้การตัดสินใจช้าลง สมาธิลดลง การมองเห็นแคบ และการควบคุมร่างกายด้อยประสิทธิภาพ แม้ดื่มในปริมาณไม่มาก ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อ การเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องหรือดื่มในปริมาณมาก ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ หมดสติ อาเจียน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการหกล้มหรือการทะเลาะวิวาท

พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า ขณะที่ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งช่องปาก และหลอดอาหาร ด้วยความห่วงใย ช่วงเทศกาลปีใหม่ กรมอนามัย ขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องเดินทางหรือขับขี่ยานพาหนะ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด หากมีการดื่มควรเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือจัดให้ผู้ขับขี่ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และผู้ร่วมใช้ถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่