‘คางทูม’ ส่อระบาดกลุ่มวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ กรมควบคุมโรคเกาะสถานการณ์ ป้องกันในสถานศึกษา
วันนี้ (6 มกราคม 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์โรคคางทูมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมเพิ่มมากขึ้น โดยปกติ โรคคางทูมมักพบมากในกลุ่มเด็กเล็ก แต่ปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและดูแลกลุ่มอายุเหล่านี้มากขึ้น
นพ.มณเฑียร กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้ที่ติดโรคคางทูมมักมีอาการไม่รุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น เช่น โรงเรียนประจำ หรือหอพัก เชื้อไวรัสสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยใกล้ชิด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน อาการของโรคเริ่มจากมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ จากนั้นต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มจะบวมและปวด จนอ้าปากหรือเคี้ยวอาหารลำบาก อาการบวมจะคงอยู่ประมาณ 3–7 วัน และค่อยๆ ยุบไปเองภายใน 10 วัน ทั้งนี้ ในผู้ใหญ่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ หรืออาจส่งผลต่อระบบสมอง และการได้ยิน

“ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล DDS กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม– วันที่ 29 ธันวาคม 2568 พบรายงานผู้ป่วยโรคคางทูมจำนวน 1,961 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 3.21 ต่อประชากรแสนคน ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูง 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 15–19 ปี (คิดเป็นอัตราป่วย 7.55 ต่อประชากรแสนคน) รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 20–29 ปี (6.66) และกลุ่มอายุ 5–9 ปี (6.21) ซึ่งในปี 2567–2568 พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนมีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจำนวน 7 เหตุการณ์ โดยพบมากในสถานศึกษา 4 เหตุการณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่น เช่น การอยู่ร่วมกัน หรือการทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน” นพ.มณเฑียร กล่าว
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้เน้นย้ำให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในการติดตาม และดูแลสุขภาพนักเรียนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบถ้วนตามแผนการให้วัคซีนของ สธ. ขณะเดียวกันขอให้สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนในช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่มั่นใจในประวัติการได้รับวัคซีน หรือมีประวัติการได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน เข้ารับคำปรึกษาจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนเพิ่มเติม ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นบริการที่มีค่าใช้จ่ายตามสิทธิ และเงื่อนไขของสถานพยาบาล
“นอกจากนี้ แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค” นพ.มณเฑียร กล่าวและว่า หากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน และแยกตัวอยู่บ้านอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยขอความร่วมมือผู้ปกครอง สถานศึกษา ร่วมกันดูแลสุขภาพและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

