สธ.เผยฝุ่น PM2.5 ทำยอดเข้า ‘คลินิกออนไลน์’ พุ่ง แนะวิธีบรรเทาปัญหา

14.01.26 | 13:28 น.

สธ.เผยฝุ่น PM2.5 ทำยอดเข้า ‘คลินิกออนไลน์’ พุ่ง แนะวิธีบรรเทาปัญหา

วันนี้ (14 มกราคม 2569) นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 มีปริมาณสูง จากข้อมูลสถิติประชาชนรับบริการคลินิกมลพิษออนไลน์ คือ ระบบทางหายใจ ร้อยละ 60 ระบบตาร้อยละ 36 ระบบผิวหนัง ร้อยละ 16 ระบบหัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 10 ระบบหู คอ จมูก ร้อยละ 5 ส่วนระบบประสาท ยังไม่แจ้งยอด

นพ.อัครฐาน กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 สามารถส่งผลกระทบระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีอาการไอ ส่งผลกระทบต่อระบบผิวหนัง ทำให้มีผื่น ส่งผลกระทบต่อตา ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เราควรรู้จักวิธีการบรรเทาอาการต่างๆ เช่น 1.บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นทั้งในบ้านและนอกบ้าน เลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน และดื่มน้ำอุ่น น้ำขิงหรือน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง อาจกินผลไม้รสเปรี้ยว มะนาว มะขามป้อม สมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการไอ เช่น เหง้าขิง ดีปลี สัปปะรด บ๊วย มะแว้งเครือ ยาอมแก้ไอ ยาอมมะแว้ง กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือเพื่อเพิ่มความชุ่มคอ และนอนหลับให้เพียงพอ

Advertisement

2.บรรเทาอาการทางผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น ถ้าต้องออกไปบริเวณที่มีฝุ่น มลพิษ ควรสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกคลุมร่างกาย เมื่อกลับเข้าบ้านหรือที่พักอาศัย ควรอาบน้ำด้วยสบู่อ่อนๆ ทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื่น ไม่ควรแกะ เกา ผิวหนัง ถ้ามีผื่นคัน แนะนำให้กินยาแก้แพ้และทายาสเตียรอยด์ภายใต้การดูแลของแพทย์ 3.บรรเทาอาการทางตา ควรสวมแว่นกันแดด กันฝุ่น และกันลมเมื่อออกจากบ้าน ถ้ามีเศษฝุ่นเข้าตา ไม่ควรขยี้ตา ควรหยอดน้ำตาเทียมหรือน้ำยาล้างตา หรืออาจล้างตาโดยใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาด

นพ.ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) นพรัตนราชธานี กล่าวว่า รพ.นพรัตนฯ ซึ่งเป็นสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีการเปิดคลินิกมลพิษออนไซต์และคลินิกมลพิษออนไลน์ ให้บริการประชาชน ถ้าเป็นกลุ่มที่มีอาการมาก สามารถพบแพทย์โดยผ่านการปรึกษาแพทย์ทางไกล ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำปรึกษา โดยจะมีการสั่งยารักษา และส่งยาทางไปรษณีย์ให้ผู้ป่วยรอรับยาที่บ้าน นอกจากนี้ ถ้าจำเป็นต้องพบแพทย์ จะมีการนัดหมายให้พบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้อีกด้วย ในคลินิกมลพิษออนไลน์ยังมีคลิปวิดีโอและข้อมูลความรู้ให้อ่านเพิ่มเติมเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถอยู่กับฝุ่น PM2.5 ได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้ ขอเชิญดาวน์โหลดคลินิกมลพิษออนไลน์ โดยค้นหาใน google พิมพ์คำว่า https://pollutionclinic.nopparat.go.th หรือ add เพื่อนในไลน์ ที่ @pm2.5

ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังร่วมกับ นพ.ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และทีมเจ้าหน้าที่กรมอนามัยลงพื้นที่รณรงค์สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับมือและลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ณ ชุมชนวัดผ่องพลอยอนุสรณ์ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ว่า คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 13–19 มกราคมนี้ ฝุ่น PM 2.5 จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการระบายอากาศไม่ดี และบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิด ทำให้ค่าฝุ่นสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งการไอ จาม ระคายเคืองตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับสัมผัสในระดับสูง หรือเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ฯลฯ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และผู้ป่วย 5 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคผิวหนัง โรคเยื่อบุตา โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง
พญ.อัมพร กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด ก่อนออกจากบ้านหรือทำกิจกรรมนอกบ้านผ่านแอพพลิเคชัน Air4Thai หรือ AirBKK หรือ Life Dee หรือประกาศแจ้งเตือนจากสื่อต่างๆ และในวันที่ฝุ่นสูง ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง และเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพป้องกันฝุ่น PM2.5

“นอกจากนี้ ยังคงแนะนำมุ้งสู้ฝุ่นป้องกันฝุ่น PM 2.5 สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห้องที่ระบบปิด ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเครื่องกรองอากาศ ทั้งนี้ มุ้งสู้ฝุ่นจะมีความแตกต่างจากมุ้งธรรมดาทั่วไป คือ ใช้ผ้าฝ้ายที่มีความถี่มากกว่าร่วมกับการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในมุ้ง ซึ่งจะทำหน้าที่กรองฝุ่นจากภายนอกเข้ามุ้งและดันฝุ่นและอากาศที่ไม่สะอาดออกจากมุ้ง ตามหลักการแรงดันบวก (Positive pressure) จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล” พญ.อัมพร กล่าว

ขณะที่ นพ.ชลพันธ์ กล่าวถึงจำนวนผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ในปี 2568 พบกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 2,661 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ 2,462 ราย กลุ่มโรคทางเดินหายใจ 869 ราย กลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด 476 ราย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเขตเมือง นอกจากกลุ่มเปราะบางแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งด้วย