กมธ.ศึกษา ‘งบบัตรทอง’ ชำแหละข้อมูลใช้เงินสปสช.ทำติดลบทุกปี แนะชะลอการเพิ่มสิทธิประโยชน์

16.01.26 | 10:10 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งแรกของปี 2569 ที่ประชุมได้พิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบในระยะยาว ซึ่งขอย้ำว่า การทำงานของคณะอนุกรรมาธิการไม่ได้มุ่งตรวจสอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หน่วยบริการ บุคลากรวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ กว่า 10 ท่าน ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาและเสนอทางออก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้สิทธิ

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลและรับฟังความเห็น ที่ประชุมได้สรุปปัญหาหลัก 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.งบประมาณไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงและการจ่ายเงินล่าช้า ส่งผลต่อสภาพคล่องของหน่วยบริการ 2.การบริหารจัดการที่ยังขาดธรรมาภิบาล 3.ระบบตรวจสอบที่ไม่เป็นอิสระ 4.กฎหมายที่ล้าสมัยไม่รองรับบริบทดิจิทัล 5.ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลไอทีระหว่าง สปสช. กับหน่วยบริการ 6.ขาดความร่วมมือจากผู้ให้บริการและวิชาชีพในการกำหนดนโยบาย และ 7.ผลกระทบต่อบุคลากร ด้านคุณภาพบริการและขวัญกำลังใจในการทำงาน

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ในที่ประชุมยังได้รับข้อมูลโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ 1.บริการผู้ป่วยนอกแบบเหมาจ่ายรายหัว 2.บริการผู้ป่วยในตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) 3.บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 4.การจ่ายตามผลงาน (Fee Schedule) และ 5.งบโครงการพิเศษ โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการจ่ายชดเชยค่าบริการสาธารณสุขรวม 179,528 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวถูกจัดสรรไปยังหน่วยบริการหลายภาคส่วน ทั้งโรงพยาบาลรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หน่วยบริการรัฐนอกสังกัด หน่วยบริการของรัฐอื่น เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) และหน่วยบริการภาคเอกชน โดยบริการที่ใช้งบประมาณสูงสุด ได้แก่ บริการผู้ป่วยในทั่วไป บริการผู้ป่วยนอกทั่วไป บริการเฉพาะทาง บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

ดร.ภก.อนันต์ชัย ระบุว่า สถานะการเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงปีงบประมาณ 2564–2568 เผชิญภาวะรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง แต่เฉพาะปี 2565 ที่รายได้สูงกว่ารายจ่าย เนื่องจากได้รับงบประมาณดูแลผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 มาเพิ่มเติม ส่วนปีอื่นๆ รายจ่ายสูงกว่ารายรับ ทำให้ในบางปีต้องเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายกลางเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างการเงินในปัจจุบัน

ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าวว่า ที่ประชุมมีคำแนะนำในการแก้ไข 3 เรื่องหลัก โดยเห็นว่า 1.ควรชะลอการขยายสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน 2.ทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณทั้งระบบปลายปิดและปลายเปิด รวมถึง 3.พิจารณามาตรการควบคุมปริมาณการให้บริการควบคู่กับการควบคุมราคา เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และยั่งยืน

Advertisement

“เป้าหมายของเราคือทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพเดินต่อได้อย่างมั่นคง ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ขณะที่หน่วยบริการก็อยู่ได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย” ดร.ภก.อนันต์ชัย กล่าว