ตรีนุช หวั่นข่าวประกันสังคมกระทบเชื่อมั่นผู้ประกันตน สั่ง สปส.แจงข้อเท็จจริงใน 24 ชม.
เมื่อวันที่ 22 มกราคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยกรณีมีข่าวการนำงบบริหารประกันสังคม จำนวน 12 ล้านบาท ไปใช้ในการปรับปรุงโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของกระทรวงแรงงานว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 และได้ผ่านกระบวนการอนุมัติทั้งงบประมาณและการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้ขอให้สำนักงานประกันสังคมสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดรายงานตรงมายังรัฐมนตรีภายใน 24 ชั่วโมง
น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า แต่สิ่งที่ตนเป็นกังวลมากกว่า คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน ที่ตั้งคำถามต่อสำนักงานประกันสังคม เพราะเงินกองทุนประกันสังคมทุกบาท ทุกสตางค์ คือเงินที่ถูกหักจากค่าจ้างแรงงานทุกเดือน เป็นเงินที่หักไว้เพื่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตน ที่จะต้องดูแลกันตั้งแต่ เกิด ไม่สบาย ตาย พิการ ว่างงาน อภิบาลบุตร ไปจนถึงบำนาญชราภาพที่เป็นหลักประกันยามแก่เฒ่า เงินนี้จึงเป็นเงินของผู้ประกันตนไม่ใช่ของสำนักงานประกันสังคม การจะใช้เงินใดๆ ก็ตาม ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
“ดิฉันต้องขอบคุณภาคประชาสังคมที่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาตีแผ่ เป็นการทำให้รู้ว่าสำนักงานประกันสังคมต้องทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคมให้กับผู้ประกันตน ไม่ใช่สร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร ต้องสำนึกเสมอว่าผู้ประกันตนคือ เจ้าของเงิน ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงินสมทบ” น.ส.ตรีนุชกล่าว และว่า การเอาเงินของผู้ประกันตนไปบริหารจัดการไม่เหมาะสม ผิดพลาด ไม่ใช่แค่เป็นความผิดร้ายแรง แต่เป็นสิ่งที่กัดกร่อนระบบประกันสังคมและลดทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนที่ต้องใช้เวลาอาจจะทั้งชีวิตในการกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นกลับคืนมา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่มีการตีแผ่เรื่องเหล่านี้ เพราะถึงเวลาแล้วที่สำนักงานประกันสังคมจะต้องมีมาตรการยกระดับความโปร่งใส และในอนาคต สำนักงานประกันสังคม ควรมีธรรมาภิบาล ในการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน ชี้แจงสถานะของกองทุนและการนำเงินไปลงทุนอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ต้องเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกันตนโดยตรง เพื่อนำมาปรับปรุงการบริการและสิทธิประโยชน์ให้ตรงจุด และทำให้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ของผู้ประกันตน ถูกใช้ด้วยความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง เพื่อจะได้ดูแลผู้ประกันตนตั้งแต่เกิด จนตายตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคมอย่างแท้จริง

